พบหมอจินตนา - แผลร้อนในในปาก


วันที่ 10 มิถุนายน 2557


ฟาริดาเป็นหญิงสาวอายุ 20 ปี เธอมักมีแผลเปื่อยในช่องปาก เป็นๆ หายๆ เป็นมาตั้งแต่วัยรุ่น โดยเฉพาะในช่วงเครียด ขณะอ่านหนังสือสอบและเวลามีประจำเดือน แต่มีบางครั้ง แผลเกิดกำเริบขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะเป็นแผลจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในช่วงรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด บางครั้งเจ็บแผลมากจนกลืนหรือพูดไม่ถนัด เมื่ออ้าปากจะเห็นตุ่มใสเล็กๆ ขนาด 1-2 มิลลิเมตร หลายตุ่ม หลังจากนั้นตุ่มจะแตกแผ่รวมเป็นแผลเดียวกันขนาดใหญ่ บริเวณกระพุ้งแก้ม เธอรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมน้ำเหลืองโต แต่ไม่มีไข้

เธอจึงไปพบแพทย์ หลังการตรวจแพทย์กล่าวว่า “สาเหตุของแผลเปื่อยในปากที่พบได้บ่อยคือ แผลเริมในปากซึ่งมักหายได้เองภายใน 7-10 วัน มักเป็นที่ริมฝีปาก กระฟุ้งแก้มด้านข้างและด้านใต้ลิ้น ลิ้นไก่ ผนังคอหอย พื้นปากบริเวณเนื้อเยื่อซึ่งอยู่ใต้ลิ้นและเหงือก แต่มักไม่ค่อยพบบริเวณเหงือก เพดานปากและด้านบนของลิ้น อาจเป็นแผลเดียวหรือ 2-5 แผล พร้อมๆ กัน ลักษณะเป็นแผลตื้นรูปวงกลม หรือรูปไข่ขนาด 3-5 มิลลิเมตร แต่ไม่เกิน 1 เซ็นติเมตร พื้นแผลมีสีขาวหรือสีเหลือง มีวงสีแดงอยู่โดยรอบ ขอบแผลอาจมีสีแดง และกลายเป็นสีเทาเมื่อใกล้หาย แต่ถ้าเป็นแผลขนาดใหญ่จะมีขนาดมากกว่า 1 เซ็นติเมตรขึ้นไป ขอบแผลบวม เจ็บปวดรุนแรง ต้องแยกแผลนี้จากแผลมะเร็งในช่องปาก ซึ่งพบในคนที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปี ขึ้นไป ในคนที่สูบบุหรี่ จุดยาฉุน เคี้ยวหมากพลูหรือใช้ยานัตถุ์เป็นประจำ ต้องแยกจากแผลที่เกิดจากการบาดเจ็บของการเผลอกัดถูกริมฝีปาก หรือลิ้นของตัวเอง ซึ่งมักเป็นแผลเดียวและหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ หมอขอบอกว่าแผลที่คุณเป็นนั้นเป็นแผลแอฟทัสชนิดรุนแรงและเรื้อรัง ซึ่งหมอจะขอตรวจเลือดดูว่าคุณขาดธาตุเหล็ก กรดโฟลิค วิตามินบี หรือมีการติดเชื้อจากเอชไอวีหรือไม่”

หลังการตรวจแพทย์ลงความเห็นว่าฟาริดาเป็นแผลแอฟทัสหรือแผลร้อนใน แพทย์จึงให้การรักษาตามอาการ แพทย์แนะนำฟาริดาว่า “คุณจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารแข็งเคี้ยวยาก ป้วนปากด้วยน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง โดยผสมเกลือแกง 1 ช้อนชาในน้ำ 1 แก้ว ให้ดื่มน้ำเย็น ถ้าปวดแผลมากให้อมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ถ้ายังไม่ได้ผลให้รับประทานยาพาราเซตามอล เพื่อบรรเทาการปวด ถ้าปวดรุนแรงหรือต้องการให้แผลหายเร็วให้ใช้ครีมไตรแอมซิโนโลนอะเซโทไนด์ป้ายปากวันละ 2-4 ครั้ง แผลมักจะเป็นอยู่นาน 7-10 วัน แต่ไม่เกิน 3 สัปดาห์ แผลอาจกำเริบได้ทุก 1-4 เดือนแต่เมื่ออายุมากขึ้น การเป็นแผลจะค่อยห่างออกไปเรื่อยๆ และอาจหายขาดเมื่ออายุมากขึ้น ให้สังเกตว่าโรคนี้จะไม่เป็นครั้งแรกในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ดังนั้นคนที่เป็นแผลแอฟทัสแล้วจึงควรป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีก ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หลีกเลี่ยงอาหาร ยาสีฟัน และยาซึ่งเป็นสาเหตุกระตุ้นให้แผลกำเริบ ระมัดระวังการกัดปากตัวเอง ให้ใช้แปรงสีฟันขนาดเล็กและขนนุ่มเพื่อป้องกันการกระทบกระแทกทำให้เกิดแผลในปาก” ฟาริดาได้รับยาจากแพทย์ จากคำอธิบายของแพทย์ เธอเข้าใจว่าแผลแอฟทัสซึ่งชาวบ้านเรียกว่าแผลร้อนในนั้น เป็นแผลเปื่อยในปากซึ่งพบได้บ่อย เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการอยู่หลายวันซึ่งมักหายได้เอง แต่มักกำเริบเป็นๆ หายๆ มาตั้งแต่วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว แต่ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่มีอันตรายใดๆ นอกจากสร้างความรำคาญจนทำให้รับประทานน้ำพริกและของเผ็ดไม่ได้อยู่หลายวัน แต่ถ้าเป็นแผลขนาดใหญ่มีอาการรุนแรง ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุ

โดย: แพทย์หญิงจินตนา โยธาสมุทร
ที่มา: สุขสาระฉบับที่ 61 ประจำเดือน มกราคม 2552



  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่