วัณโรค


วันที่ 29 พฤษภาคม 2557


รุ่งเรือง

วัณโรคเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า “ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส” (Mycobacterium tuberculosis) ประเทศไทย เป็นหนึ่งใน 22 ประเทศ ที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากติดอันดับโลก"ผู้ป่วยวัณโรคระยะแพร่เชื้อ 1 ราย ถ้าไม่ได้รับการรักษา สามารถทำให้คนรอบข้างติดเชื้อได้ 10 -15 คนต่อปี 17% ของผู้ป่วยวัณโรคมีการติดเชื้อHIV ร่วมด้วย และวัณโรคเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ติดเชื้อHIV เสียชีวิต


1 ใน 3 ของคนไทยมีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายโดยไม่รู้ตัว ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ที่มีเชื้อวัณโรคในร่างกายจะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรค

วัณโรคแพร่กระจายไปในอากาศจากคนที่ป่วยเป็นวัณโรค เชื้อแบคทีเรีย จะอยู่ในละอองน้ำลาย จากการไอจาม เมื่อเชื้อวัณโรคเข้าสู่ปอดจะกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบและยังสามารถส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นของร่างกายได้ เช่น กระดูก ข้อ ไต และเยื่อหุ้มสมองซึ่งในผู้ใหญ่มักจะพบส่วนใหญ่เป็นที่ปอด ในเด็กอาจเป็นที่อวัยวะอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมอง กระดูก ผู้ป่วยบางรายติดเชื้อนี้แล้วจะหายเองได้ แต่ในบางราย เชื้อจะฝังตัวอยู่ในร่างกาย รอเวลาให้ร่างกายอ่อนแอก็จะกำเริบขึ้นได้ในภายหลัง

คาดกันว่าหนึ่งในสามของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรค ส่วนมากอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา เพราะระบบภูมิคุ้มกันมีแนวโน้มเป็นอันตรายมากกว่าเนื่องจากอัตราโรคเอดส์ที่สูงกว่า การกระจายของวัณโรคไม่ได้เป็นแบบแผนทั่วโลก ราว 80% ของประชากรในประเทศเอเชียและแอฟริกาหลายประเทศให้ผลบวกเมื่อทดสอบผิวหนัง ขณะที่ประชากรในสหรัฐอเมริกาเพียง 5-10% เท่านั้นที่ให้ผลบวก

อาการของวัณโรคในระยะเริ่มแรก มักจะไม่มีอาการอะไรที่เป็นที่น่าสังเกตเด่นชัด บางครั้งจากการเอกซเรย์จะพบรอยแผลในปอดก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการเสียด้วยซ้ำไป และอาการไข้มักจะเกิดขึ้นในระยะเวลา 4-8 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อไข้ที่เป็นก็เป็นไข้ต่ำๆ ไข้ขึ้นเป็นเวลา เช่น เวลากลางคืนอุณหภูมิของร่างกายที่เพิ่มขึ้นในโรคนี้ไม่มาก ดังนั้นบางคนก็ไม่รู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำไปว่ามีไข้ อาจจะรู้สึกเพียงเหงื่อออกมากเวลากลางคืนเท่านั้น ส่วนอาการอื่นๆ ที่พบได้ก็คืออาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ร่างกายผอมลง ซึ่งกว่าจะผอมก็แปลว่าเป็นวัณโรคมานานแล้ว มีไม่น้อยที่ผู้ป่วยยังคงมีน้ำหนักคงเดิม

นอกจากนี้ก็มีอาการไอ ซึ่งผู้ป่วยมักจะเข้าใจว่าเป็นอาการไอที่เกิดขึ้นเป็น "ธรรมดา" เพราะสูบบุหรี่ เสมหะที่ออกมาไม่มีกลิ่น สีออกเขียวหรือเหลือง อาการไอเป็นเลือดในระยะแรกอาจจะเป็นเพียงเลือดที่ออกปนมากับเสมหะเป็นสายๆ เท่านั้นเอง เมื่อเกิดโพรงในปอดจึงจะมีเลือดออกมาเป็นลิ่มๆ

ผู้ป่วยวัณโรคในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะเคยติดเชื้อมาในระยะเด็ก ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดมีอาการของโรคได้แก่ การติดเชื้อในวัยทารก และในวัยหนุ่มสาว การสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ(ได้รับเชื้อเพิ่มขึ้น) ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องโดยเฉพาะการติดเชื้อ HIV ผู้ติดยาเสพติด และโรคขาดสารอาหาร

เด็กมักจะได้รับเชื้อจากผู้ใหญ่ที่เป็นวัณโรคระยะแพร่เชื้อ โดยเชื้อจะออกมากับการไอ จาม ทำให้เชื้อกระจายในอากาศ ในห้องที่ทึบอับแสง เชื้อวัณโรคอาจมีชีวิตอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ ถ้าเสมหะที่มีเชื้อลงสู่พื้นที่ไม่มีแสงแดดส่อง เชื้ออาจอยู่ได้ในเสมหะแห้งได้นานถึง 6 เดือน เชื้อจะกระจายอยู่ในอากาศ และเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจเอาเชื้อเข้าไป บางครั้งเชื้ออาจผ่านจากแม่ไปยังลูกในท้องโดยผ่านทางรกได้


ผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ และตรวจไม่พบวัณโรคในปอดโดย X-rays จะทราบว่าติดเชื้อวัณโรคได้โดยการทดสอบทูเบอร์คูลินจะให้ผลบวก


การทดสอบทูเบอร์คูลิน (Tuberculin skin test หรือ เรียกย่อว่า TST) หรือ ชื่อเต็ม คือ Mantoux tuberculin skin test เป็นวิธีการตรวจวิธีหนึ่งว่า บุคคลนั้นๆ น่าจะติดเชื้อวัณโรค หรือ ไม่ โดยการฉีดยาซึ่งเป็นโปรตีน เป็นสารสกัดจากเชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis) เรียกว่า พีพีดี (PPD, Purified Protein Derivative) ขนาดประมาณ 0.1 มิลลิลิตร เข้าชั้นใต้ผิวหนังในบริเวณท้องแขน หลังจากนั้น 48-72 ชั่วโมง กลับมาให้แพทย์ ตรวจรอยฉีดยา ซึ่ง ถ้าบริเวณฉีดยา มีลักษณะ บวม นูน ค่อนข้างกลม อาจจะมีสีแดง หรือ ไม่มีก็ได้ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ 10 มิลลิเมตรขึ้นไป แสดงว่า บุคคลนั้นน่าจะติดเชื้อวัณโรค (ทางแพทย์เรียกว่า การตรวจให้ผลบวก ถ้าอาการบวม น้อยกว่า 10 มิลลิเมตร แสดงว่า ไม่น่าติดเชื้อ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า การตรวจให้ผลลบ)


สุขสาระ-กันยายน 2556




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่