เรื่องน่ารู้กับหมอกษิดิษ -ไข้สมองอักเสบ


วันที่ 1 พฤษภาคม 2558


เมื่อไม่กี่วันมานี้ หลายๆคนที่ดูโทรทัศน์ คงจะได้ดูข่าวเกี่ยวกับเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่ป่วยมีอาการแขนขาลีบ โดยมีประวัติว่า ไปเล่นน้ำสงกรานต์ และน้ำที่สกปรกได้เข้าไปในจมูก ทำให้เกิดเชื้อราในสมองและพิการไป แต่เมื่อได้เข้ามาตรวจโดยละเอียดในตอนหลังจึงทราบว่า แท้ที่จริงแล้ว เด็กคนนี้เป็นโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อโรคที่เรียกว่า โรค เจ อี ต่างหาก

ข่าวเรื่องนี้ ให้ข้อคิดอะไรแก่เราบ้าง สิ่งที่จะให้แก่เราได้ก็คือ ข้อคิดที่ว่า ข่าวในสมัยปัจจุบันนี้จะมีการแข่งขันกันสูง และต้องการความรวดเร็วมาก เมื่อความรวดเร็วมีมากขึ้น ความถูกต้องก็ย่อมน้อยลง ดังนั้นเมื่อเราได้ฟังข่าวอะไร อย่าเพิ่งด่วนสรุป ขอให้เราให้โอกาส กับแนวคิดอย่างอื่นบ้าง เพื่อที่จะได้ไม่ถูกข่าวสารหลอกจนหัวปั่น หรือตัดสินใจ ผิดพลาดอะไรลงไปจากการไม่ทบทวนข้อมูลโดยรอบคอบ

ข้อคิดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บนั้น มักจะไม่มีอะไรแน่นอนตายตัวไปตลอด บางครั้ง เมื่อเราป่วย และไปรักษาโรคหนึ่งๆ เราอาจจะพบได้บ่อยๆ ว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไป แพทย์กลับเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยไปว่า เป็นโรคอื่นก็มี ทั้งนี้ เนื่องจากโรคหลายๆ โรค มีอาการคล้ายๆ กัน และในแต่ละคนที่เป็นโรคเดียวกัน ยังมีความแตกต่างกันไปอีก แพทย์นั้น เมื่อเรียนหนังสือ ต้องใช้ตำราเล่มใหญ่มากในการเรียนจนอ่านกันไม่หวาดไม่ไหว ก็เพราะความหลากหลายเช่นนี้นั่นเอง แต่เมื่อได้มาปฏิบัติหน้าที่ตรวจคนไข้จริง ๆ กลับพบว่า สิ่งที่เขียนในตำรานั้น มีน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับสิ่งที่เจอจากผู้ป่วย ผู้ป่วยทุกคนจึงเปรียบเสมือนตำราเล่มใหญ่ๆ สำหรับแพทย์ ดังนั้น แพทย์ ที่จบมานานๆ จึงมักมีความรู้ความเข้าใจผู้ป่วยมากกว่าแพทย์ที่จบใหม่ๆ และรักษาได้ถูกต้องกว่า เนื่องจากผ่านผู้ป่วยมามากกว่านี่เอง

จริงๆ แล้วในผู้ป่วยคนนี้ อาการที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การที่มีอัมพาตแขนขาลีบ นอนอยู่บนเตียงตลอด ซึ่งแสดงถึงอาการทางสมองที่พิการลง และเนื่องจากประวัติมีไข้มาก่อน จึงน่าจะเกิดจากการติดเชื้อ แต่เชื้อจะเป็นตัวไหนนั้น จะต้องตรวจโดยละเอียดต่อไป ดังนั้น การตรวจหาเชื้อโดยการเจาะน้ำไขสันหลัง จึงน่าจะเป็นตัวที่ช่วยบอกได้ และในที่สุดจากการเจาะน้ำไขสันหลังนี่เอง ทำให้ได้รู้ว่า น้องน้ำตาลป่วยด้วยโรคไข้สมองอักเสบ หรือเจ อี ซึ่งเกิดจากการถูกยุงรำคาญกัด โดยมีหมูเป็นตัวที่เก็บโรคเอาไว้ หรือเรียกว่า เป็นรังโรค

โรคนี้ มักพบในฤดูฝน และพบในเด็ก เนื่องจากเด็กชอบนอนกลางวัน ผู้ใหญ่ก็ชอบนอนแต่นอนไม่ได้เพราะต้องทำงาน เลยไม่เป็น

เมื่อถูกยุงที่มีโรคนั้นกัดเอา คนๆ นั้นก็จะเป็นโรคภายใน 1-2 อาทิตย์ โดยมีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คล้ายๆ กับไข้หวัดใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญหลังจากนั้นคือ มีอาการ คอแข็ง (คืองอคอให้คางมาจรดกับหน้าอกไม่ได้) ซึมลง หรือเพ้อ แสดงว่า เชื้อกำลังเข้าสู่สมอง ต้องรีบพาไปพบแพทย์ด่วน เพื่อรักษาก่อนที่สมองจะถูกทำลายเสียหายไป

เมื่อเป็นแล้วสมองก็จะเสียไป กลายเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์เช่นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะจะกลายเป็นภาระของสังคม และครอบครัวไปตลอดชีวิต

แต่โรคนี้ กลับป้องกันได้ง่ายๆ เพียงแค่ฉีดวัคซีน ดังนั้น เด็กๆ ทุกๆคนในปัจจุบันจึงควรป้องกันโรคนี้โดยการฉีดวัคซีน 3 เข็ม เข็มที่สองห่างจากเข็มแรกหนึ่งเดือน และเข็มที่สามห่างจากเข็มที่สอง 1 ปี ช่วงอายุที่เหมาะสมคืออายุหนึ่งขวบ ถึง ขวบครึ่ง เท่านี้เราก็สามารถ ปกป้องลูกหลานของเราจากโรคไข้สมองอักเสบได้แล้วครับ

เรื่องโดย นพ.กษิดิษ ศรีสง่า
สุขสาระ ตุลาคม 2553
ภาพจากอินเทอร์เน็ต




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่