โรคซึมเศร้า


วันที่ 11 เมษายน 2558


โรคซึมเศร้า เป็นการเจ็บป่วยของจิตใจ แม้จะพบได้ค่อนข้างบ่อย แต่ก็พบได้ทุกเพศทุกวัย ทุกอายุและอาชีพ ทุกเชื้อชาติ ประมาณกันว่าคนทั่วไป 1 ใน 10-20 คน (หรือร้อยละ 20) มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะรู้สึกหดหู่ อารมณ์ท้อแท้ เศร้าหมอง เบื่อหน่าย หรือหงุดหงิดฉุนเฉียว ใจลอยไม่มีสมาธิ หลงๆ ลืมๆ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เงียบซึมไม่อยากพูดคุยหรือพบปะกับใคร และอาจมีอาการอื่นๆ ทางร่างกาย เช่น ปวดมึนศีรษะ จุกเสียดแน่นท้อง ใจสั่น ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

โรคซึมเศร้ามีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวได้มาก ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกหมดหวังถึงขั้นฆ่าตัวตายชั่ววูบ ทำให้เสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากปัจจัยรวมๆ ทางด้านจิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวภาพ โรคซึมเศร้ามักเกิดตามหลังความผิด หรือการสูญเสียจากพราก เช่น บุคคลที่รักตายจาก คนรักตีจาก ความกดดันด้านสังคม การเรียน การงานหรือการเงิน สภาพชีวิตที่โดดเดี่ยวว้าเหว่ ขาดความรักความอบอุ่น เป็นต้น

โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากสภาพจิตใจที่เปราะบาง อ่อนแอ หากแต่มีหลักฐานจากการวิจัยมาตลอด 20 ปีนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของสมดุลของสารเคมี ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง มีผลต่ออารมณ์ซึมเศร้าของคน (โดยเฉพาะสารสีโรโทนินนอร์เอปิเนพริม และโดปามีน) แต่มันแย่ตรงที่ว่าเราไม่รู้ว่าอะไรทำให้ระดับของสารเหล่านี้เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เรายังโชคดีที่มีการคิดค้นยารักษาโรคซึมเศร้าได้สำเร็จ ในรายที่มีอาการไม่รุนแรงนัก อาการอาจค่อยๆ ดีขึ้นเอง จากการพยายามข่มใจ ทำใจ หรือพูดคุยปรับทุกข์กับผู้อื่น เป็นต้น

ผู้ป่วยและครอบครัวควรได้รับคำปรึกษาแนะนำ ร่วมไปกับการรับประทานยาแก้ซึมเศร้า โดยจิตแพทย์หรือแพทย์ผู้รักษา นักแนะแนวหรือนักจิตวิทยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัว ปรับใจ กับปัญหาชีวิตได้ดีขึ้น

หากผู้ป่วยได้รับการรักษาติดต่อกันตามคำแนะนำของแพทย์ โดยรับประทานยาสม่ำเสมอ ในเวลา 6 เดือน จะรู้สึกเหมือนฝันร้ายได้ผ่านพ้นไป

อย่างไรก็ตาม โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยที่ครอบครัวผู้ป่วยควรให้ความเห็นใจ และจัดการให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ถ้าผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ เพราะไม่ตระหนักถึงความเจ็บป่วยของตัวเอง อาจจำเป็นต้องขอร้องแกมบังคับมาให้พบแพทย์

โรคซึมเศร้า รักษาให้หายได้ หากอาการรุนแรงมากหรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องรักษาโดยวิธีอื่นๆ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย

อารมณ์ซึมเศร้าเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ประมาณว่าประชากร 1 ใน 20 คน กำลังมีภาวะซึมเศร้าอยู่ คำถามกรองว่าท่านมีอารมณ์ซึมเศร้าหรือไม่ มีดังนี้

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าน
1. รู้สึกกลุ้มใจ ซึมเศร้า ทุกๆ วัน หรือทั้งวัน หรือไม่
2. รู้สึกเบื่อทุกๆ สิ่งหรือไม่
3. เบื่ออาหารหรือไม่
4. มีปัญหาในการนอนหลับหรือไม่
5. รู้สึกกระวนกระวาย (หรือซึมๆ เนือยๆ) หรือไม่
6. รู้สึกเพลีย เหนื่อยง่าย หรือไม่
7. รู้สึกผิด ไร้ค่า ไร้ความสามารถ หรือไม่
8. รู้สึกใจลอย ไม่มีสมาธิ หรือไม่
9. รู้สึกเบื่อชีวิต คิดอยากฆ่าตัวตาย หรือไม่

ถ้าท่านมีอารมณ์เศร้า เบื่อทุกๆ อย่าง นานกว่า 2 สัปดาห์ และมีอาการต่อไปนี้อีกอย่างน้อย 4 ข้อ ท่านอาจเป็นโรคซึมเศร้า
1. เบื่ออาหาร ผอมลง
2. นอนไม่หลับ
3. กระวนกระวาย หรือซึมๆ เนือยๆ
4. อ่อนเพลียง่าย
5. รู้สึกผิด ไร้ค่า
6. ขาดสมาธิ
7. คิดอยากตาย

รีบหาทางแก้ก่อนเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าแบบเรื้อรังจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า และนำไปสู่ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาพฤติกรรมฆ่าตัวตายได้ เช่น
1. ออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง เต้นแอโรบิค (ข้อมูลวิชาการ : การศึกษาวิจัยที่ยืนยันผลทางการรักษานี้ กล่าวว่า การออกกำลังกายที่สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้นี้เป็นเพราะสามารถเพิ่มระดับสารเคมีในสมองที่ชื่อ เซโรโทนิน เช่นเดียวกัน ที่มีการพูดคือ ออกกำลังกายช่วยทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งก็คือ สารธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ระงับปวดคล้ายกับมอร์ฟีน แต่อย่างไรก็ตาม เอ็นดอร์ฟินตัวนี้มักจะอยู่ในกระแสเลือด และมีผลต่อสมองน้อยกว่าและอยู่ไม่นาน (เพียง24 ชม. หลังออกกำลังกาย) ก็หมดไป จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่ามีผลต่อการรักษาโรคซึมเศร้าได้น้อยกว่า (Frayne, 2002) แต่อย่างไรก็ตามมันก็ทำให้คนเราอารมณ์ดีขึ้น

ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวยืนยันว่า การออกกำลังกายที่จะมีผลต่อการรักษาโรคได้นั้น จะต้องทำติดต่อกันอย่างน้อย 10 วันขึ้นไป เพื่อให้ร่างกายสามารถเพิ่มระดับเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองตัวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า สามารถลดระดับอาการโรคซึมเศร้าได้ ยืนยันผลโดยคะแนนจากการทำแบบทดสอบด้วยตนเองของกลุ่มตัวอย่างของ Hamilton Scale (ในวันที่ 10 ของการออกกำลังกาย) มีคะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเป็นผลการศึกษาของ Proest and Haleon ในปี ค.ศ.2001 และเผยแพร่ในวารสาร The British Journal of Sports Medicine ฉบับเดือน กันยายน 2006

2. สร้างเสียงหัวเราะให้ตัวเอง ดูภาพยนตร์ตลกหรืออ่านหนังสือการ์ตูนขำขัน สามารถช่วยคลายความวิตกกังวลและลดความเครียดได้
3. ระบายอารมณ์เสียบ้าง อาการซึมเศร้ามักเกิดจากการเก็บกดอารมณ์โกรธไว้โดยไม่แสดงออก การระบายอารมณ์มีหลายวิธี ทั้งตะโกน ร้องไห้ หรือเขียนความรู้สึกลงในสมุดบันทึก
4. พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ การเล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟังจะช่วยลดความฟุ้งซ่าน ทั้งยังได้ข้อคิดและเรียนรู้ว่าความทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราเพียงคนเดียว
5. มองโลกในแง่ดี ทุกปัญหาย่อมมีทางออก ทุกอุปสรรคย่อมมีโอกาส การมองโลกในแง่ดีช่วยลดความวิตกกังวล ทำให้ค้นพบแนวทางในการแก้ไขปัญหา

สุขสาระ มกราคม 2558




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่