ความเป็นมา

วันที่ 9 พฤษภาคม 2557


เมื่อแรกตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส น.พ.ศุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานกองทุนฯ ในขณะนั้นได้มีความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับสังคมมุสลิม จึงได้ติดต่อมาที่ รศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ เพื่อให้ยกร่างแนวทางการทำงาน และได้ให้งบประมาณสนับสนุนในการสำรวจพื้นที่ชุมชนมุสลิม ประมาณปี 2546 ตั้งแต่ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอื่นๆ เพื่อเข้าไปพบปะพูดคุยกับผู้คนในชุมชน ทั้งกับกรรมการมัสยิด และผู้นำชุมชน เพื่อรวบรวมปัญหาและมองแนวคิดในการทำงาน

จากการสำรวจในครั้งนั้น รศ.ดร.อิศรา ได้แจ้งกับทาง สสส. ว่า “ถ้าจะทำงานกับมุสลิมต้องใช้หลักการศาสนาในการทำงาน อะไรที่ออกนอกหลักการศาสนา สสส. จะนำมาทำไม่ได้”

โดยได้ยกตัวอย่างง่ายๆ เปรียบเทียบแนวทางของอิสลาม กับแนวคิดของสังคมทั่วไป เช่น ในเรื่องแอลกอฮอล์ นั้น มุสลิมต้องไม่ดื่ม ไม่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ (No Alcohol) แต่วิธีคิดของสังคมทั่วไปนั้นคือ การดื่มอย่างมีสติ (Sensible Drinking) หรือในกรณี Save Sex อิสลามพูดถึงเรื่องของการแต่งงาน การนิกะฮฺ ถึงแม้ว่าจะเป็นเยาวชนที่มีอายุได้ตามกำหนดทางศาสนา ก็จะอนุญาตให้มีการแต่งงานกัน ไม่ปล่อยให้เยาวชนมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ขณะที่สังคมทั่วๆ ไป มองว่าการแต่งงานในวัยเยาว์นั้นไม่เหมาะสม แต่กลับละเลยมองข้ามปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่ง

ในขณะที่อิสลามมีองค์ความรู้ทางด้านสุขภาวะอยู่มาก เช่น เรื่องของความสะอาด การอาบน้ำละหมาดของมุสลิมก็คือต้นแบบของการทำความสะอาดของแพทย์ การทำความสะอาดภาชนะและอาหาร มุสลิมใช้น้ำเดิน เพื่อให้น้ำที่ไหลไล่ความสกปรกออกไป เรื่องอาหารฮาลาล ขณะที่สังคมทั่วไปบอกว่าสามารถนำมารับประทานได้ แต่อิสลามบอกอันนี้ฮาลาล อันนั้นไม่ฮาลาล

องค์ความรู้ที่มีอยู่มากนี้ จึงควรถูกนำมาเผยแผ่ให้สังคมเข้าใจ ก็จะเกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้มีความรู้ในหลักการศาสนา หรือคนที่มีความรู้แต่ไม่ใช่มุสลิมอาจจะมองว่าข้อกำหนดเหล่านั้นขัดแย้งกับความรู้สึกของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีเจตนาที่ดีและมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เรื่องนั้นถูกต้องจริงหรือ และขัดแย้งกับหลักการศาสนาหรือไม่?

แผนงานฯ จึงเกิดขึ้นด้วยเจตนาที่จะปิดช่องว่างทางศาสนาและวัฒนธรรมดังที่กล่าวมานี้

โดยปกติ แผนงานฯ จะทำงานให้กับสังคมมุสลิมเป็นหลัก ขณะเดียวกันชุมชนมุสลิมที่มีพี่น้องคนไทยที่ไม่ใช่มุสลิมอาศัยอยู่ แผนงานฯ ก็ทำงานร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมกัน เพียงแต่ว่าต้องยืนอยู่บนหลักการอิสลาม เช่น ถ้ามีการออกกำลังกายตอนเย็น เมื่อถึงเวลาละหมาดมีอาซาน มุสลิมต้องหยุดไปละหมาด ไม่ออกกำลังกันไปเรื่อยๆ จนเลยเวลาละหมาด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มเขียนแผน รศ.ดร.อิศรา ได้เชิญนักวิชาการศาสนาหลายท่านมาขอคำปรึกษา เนื่องจากมีผู้แย้งมาว่างบประมาณจาก สสส. นั่นใช้ไม่ได้ และยังได้เชิญผู้ที่โต้แย้ง เชิญตัวแทน สสส. มาร่วมปรึกษาหารือกับ อาจารย์มัรวาน สะมะอูน, อาจารย์วิทยา วิเศษรัตน์, อาจารย์อรุณ บุญชม, อาจารย์อิสมาแอ อาลี, อาจารย์ซาฟีอี นภากร และ อาจารย์อาศิส พิทักษ์คุมพล ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสงขลา ในขณะนั้น มาร่วมให้คำปรึกษา

เมื่อนักวิชาการศาสนาทุกท่านที่มาร่วมประชุมให้ความเห็นว่างบประมาณจากส่วนนี้สามารถนำมาใช้ได้ แผนงานฯ ก็เริ่มทำงาน

นโยบายหลักของ แผนงานฯ คือ การทำงานโดยใช้หลักศาสนาอิสลามเพื่อให้มุสลิมสามารถที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น โดยเน้นเรื่องสุขภาวะเป็นหลัก ครอบคลุม สุขภาวะกาย สุขภาวะใจ สุขภาวะปัญญาและสุขภาพสังคม

สุขภาพกาย คือ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ชีวิตความเป็นอยู่พอเพียง สุขภาพใจ คือ มีจิตใจสบายเป็นสุข ไม่เครียด สุขภาวะปัญญา คือมีความรู้ ความเข้าใจ รอบรู้เท่าทันสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สุขภาพสังคม คือ ต้องอยู่ในสังคมที่ดี เมื่อสังคมดีคนในสังคมก็จะดีตามไปด้วย

ปัญหาบุหรี่ สังคมมุสลิมต้องการมาตรการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องผลักดันบุหรี่ออกจากสังคมมุสลิม แต่ในเรื่องของสุราก็ต้องกันไม่ให้เข้ามาในสังคม แม้จะมีข้อมูลชัดเจนว่าพื้นที่ไหนมีมุสลิมอยู่มากปัญหาเมาไม่ขับแทบไม่มี ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วยสาเหตุจากการดื่มสุราแทบไม่มี เพราะว่ามุสลิมจะไม่ดื่มเหล้า มุสลิมบางคนเข้าใจว่าบุหรี่เป็นมักรอฮฺ (สิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ) ทั้งที่มีคำฟัตวา (วินิจฉัย) ของนักวิชาการศาสนาเกือบทั่วโลกบอกว่าบุหรี่นั้นฮารอม (เป็นสิ่งต้องห้าม)

แผนงานฯ จึงต้องเน้นประเด็นบุหรี่ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากมีการยอมรับบุหรี่ และสูบกันมานาน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา

ในตอนนี้ถ้าเดินไปตามมัสยิดต่างๆ จะพบว่ามัสยิดจำนวนมากติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ เชื่อว่าเป็นผลจากการทำงานของ แผนงานฯ ที่สร้างกระแสในเรื่องนี้มาตลอด

ยังมีโครงการสุหนัตเป็นอีกโครงการที่ แผนงานฯ ภูมิใจ เพราะในอดีตสังคมมุสลิมทำสุหนัตเอง คนที่ไม่ได้อยู่ในชุมชนก็ต้องไปโรงพยาบาล เสียค่าทำสุหนัตตั้งแต่ 2,000 – 5,000 บาท โรงพยาบาลบางแห่งคิดถึง 7,000 บาท มีข้อมูลในกรุงเทพฯ พบครอบครัวหนึ่งมีลูก 5 คน อายุตั้งแต่ 2 ขวบ จนถึง 19 ปี ยังไม่ได้ทำสุหนัตแม้แต่คนเดียว เพราะไม่มีเงินและอยู่นอกชุมชน

โครงการสุนัตเริ่มแรก แผนงานฯ ได้รับงบประมาณจาก สสส. ต่อมาได้ สสส. และ แผนงานฯ ได้เจรจากับ สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ซึ่งทาง สปสช. รับโครงการสุนัต เนื่องจากการมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ในสังคมที่ทำสุนัตพบว่าการเกิดมะเร็งหลายชนิดลดลง ซึ่งปัจจุบันนี้คนที่ถือบัตรทองสามารถทำสุนัตได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นพุทธหรือมุสลิม มูลค่าส่วนนี้ ถ้าคิดเด็กที่เกิดใหม่ สมมุติ ร้อยละ 2 ต่อปี คนไทยมี 60 ล้านคนถ้าเป็นผู้ชายร้อยละ 1 คนไทย 60 ล้าน ถ้าเด็ก 600,000 คน ต้องการทำสุนัต รัฐบาลมีงบประมาณให้ทำฟรี แต่ถ้าคิด เฉพาะมุสลิมก็จะคิดเป็นงบประมาณ 20 ล้านบาทต่อปีที่รัฐบาลเตรียมงบประมาณให้มุสลิมทำสุนัตฟรี นี้คือความภูมิใจอันดับแรก

ความภูมิใจอันดับที่ 2 คือ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต พ.ร.บ.นี้เป็น พ.ร.บ. ที่บอกว่ารัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมให้มุสลิมในชุมชนต่างๆ ตั้งกองทุนซะกาต เพื่อเก็บซะกาตและจ่ายซะกาตกันเอง โดยรัฐบาลส่งเสริมให้มุสลิมทำ แต่ต้องไม่ทำเอง

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ กองทุนซะกาต คือ กองทุนที่จะมาแก้ไขปัญหาความยากจน เพราะว่าคนยากจน คนขัดสนนั้นคือ 2 ใน 8 ของคนที่มีสิทธิรับซะกาต นี้ยังไม่รวมการทำงานเพื่อศาสนา ช่วยเหลือคนเดินทางที่ไปตกระกำลำบากระหว่างการเดินทาง (การเดินทางทำในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักศาสนา ไม่ใช่การเดินทางท่องเที่ยวทำตัวไม่ดีจนหมดเนื้อหมดตัว) ช่วยคนที่รับอิสลามและถูกครอบครัวตัดขาด สิ่งเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ เพราะว่างานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ชัดเจนว่างบประมาณแก้ปัญหาความยากจนที่จัดสรรลงในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ต่อหัวได้น้อยกว่าพื้นที่อื่นในประเทศไทย สาเหตุเพราะว่าขาดข้อมูลที่ละเอียด

ความภูมิใจอีกข้อหนึ่งก็คือ แผนงานฯ ได้ใช้ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาทำเป็นสำมะโนประชากรและการเคหะของมุสลิมไทยปี 2543 ผลิตและแจกจ่ายใช้ประโยชน์ไปทั่ว ตอนนี้การทำสำมะโนประชากรปี 2553 ฉบับใหม่เสร็จแล้ว ถ้าสำนักงานสถิติแห่งชาติไม่ทำ แผนงานฯ จะขอข้อมูลดิบจากสำนักงานสถิติแห่งชาติมาทำเอง

“สำมะโนประชากรและเคหะ” คือ ข้อมูลที่ทุกประเทศทั่วโลกจะมีการทำสำมะโนประชากรทุก ๆ 10 ปี แต่จะเก็บคนละปีกัน ประเทศไทยจะเก็บทุก ๆ 10 ปี ที่ลงท้ายด้วยเลข 3 เช่น 2533, 2543, 2553 ปีต่อไปคือ 2563 เป็นข้อมูลที่แบบสอบถามประมาณ 2-3 หน้า คำถามเป็นคำถามเกี่ยวกับประชากรและเคหะ เก็บจากคนทุกคนในประเทศไทย หรือเกือบทุกคนของประเทศไทย สภาพที่อยู่อาศัย และมีข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาด้วย ดังนั้น จึงเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีมากในการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่นับถือศาสนาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการสำรวจอื่น ๆ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ

แผนงานฯ ยังมีโครงการอีกมากมายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ ที่ปัจจุบันขยายเป็น 30 ชุมชน เป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นได้เห็นความสำเร็จ ซึ่งจะมีชุมชนต้นแบบเด่น ๆ อยู่ เช่น ชุมชนปาตาบาระ ที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ชุมชนบ้านเหนือ ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชุมชนท่าสูงบน จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมชนบ้านยายม่อม จังหวัดตราด หรือโครงการอบรมผู้นำสุขภาวะ และสตรีมุสลิมต้นแบบโดยโรงเรียนผู้นำสุขภาวะ ที่มีผู้นำผ่านการอบรมแล้วประมาณกว่า 1,500 คน อาศัยอยู่ตามชุมชนต่างๆ จะคอยกระตุ้นงานพัฒนาต่าง ๆ ในชุมชนทั่วประเทศประมาณ 200 กว่าชุมชน

มัสยิดครบวงจร เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ แผนงานฯ จะเข้าไปพัฒนาในทุกด้านของมัสยิด เช่น ภูมิทัศน์ของมัสยิดต้องมีต้นไม้ ห้องน้ำสะอาด มีคุตบะฮฺเพื่อสุขภาวะ มีกองทุนซะกาต ประชาชนในชุมชนร่วมใจกันมาพัฒนามัสยิด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ดำเนินงานผ่านไปเกือบ 7 ปี ก็ยังมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณจากภาษีสุรา และบุหรี่มาใช้กับสังคมมุสลิม ดังกล่าวมาใช้

ดังนั้นในปี 2553 นายอาศิส พิทักษ์คุมพล (ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสงขลา ในขณะนั้น) ได้เสนอให้เดินทางไปประเทศอียิปต์ เพื่อขอคำปรึกษาในเรื่องของงบประมาณจาก สสส.

ต่อมา เมื่อกลางปี 2553 รศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์, รศ.ดร.อิสมาแอ อาลี, ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ และ อ.สมาน ดือราแม ได้เดินทางเพื่อเข้าพบ ศ.ดร.อลี ญุมอะฮฺ มุฟตีใหญ่แห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เพื่อขอให้ฟัตวา (วินิจฉัย) งบประมาณจาก สสส. ซึ่ง ศ.ดร.อลี ญมอะฮฺได้ให้คำวินิจฉัยว่าสามารถใช้ประโยชน์จากภาษีดังกล่าวได้โดยไม่ผิดหลักศาสนา และการที่มุสลิมในประเทศไทยจะร่วมมือกับฝ่ายรัฐ โดยรับเงินส่วนนี้มาใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและต่อต้านการดื่มเหล้าและการสูบบุหรี่ ถือเป็นสิ่งที่ดี ทำได้ ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

**********

ท่านที่สนใจ ต้องการศึกษาฟัตวา ของ ศ.ดร.อลี ญุมอะฮฺ มุุฟตีใหญ่แห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ สามารถติดตามได้ทั้งภาคภาษาอาหรับ และภาษาไทย ใน หน้า "ฟัตวา"

**********

สำนักงานแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย
อาคารคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้น 3
ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน
กทม.10330
โทรศัพท์ 02-218-6193-94







  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่