ห่วงหนุ่มสาวนิยมหน้าขาวใสทันใจ


วันที่ 13 ตุลาคม 2559


นายแพทย์วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรมสบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้กระแสนิยมการดูแลบำรุงผิวหน้าให้ขาวใส ขยายตัวเพิ่มขึ้น จากสถิติของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ (ISAPS) ปี 2558 ทั่วโลกมีผู้เข้ารับการเสริมความงามโดยไม่ใช้วิธีผ่าตัดกว่า 12 ล้านคน เพิ่มจากปี 2557 ประมาณร้อยละ 20 ในจำนวนนี้เป็นการรักษาเฉพาะผิวหน้า (Facial Rejuvenation) กว่า 2.2 ล้านคน สูงกว่าปี 2557 ถึงร้อยละ 52 แสดงให้เห็นว่าประชาชนในยุคดิจิทอลให้ความสนใจการเพิ่มเสน่ห์บนใบหน้า ตามกระแสนิยมการโชว์สวยหล่อทางสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตราแกรม เพื่อเรียกยอดไลค์

จึงอาศัยบริการจากคลินิกที่ให้บริการด้านเสริมความงามกันมากขึ้น ซึ่งบริการที่พบได้บ่อยในคลินิกประเภทนี้ คือ การใช้เครื่องไอออนโตโฟเรซีส (Iontophoresis) และโฟโนโฟเรซิส (Phonophoresis) ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิธีการที่ทำให้ผิวหน้าใส ไร้ริ้วรอย ฝ้า รอยด่างดำ แผลเป็นจากสิวได้

นายแพทย์วิศิษฎ์ กล่าวว่า การทำไอออนโตโฟเรซีส และโฟโนโฟเรซิสทั้ง 2 วิธี จะต้องทำโดยแพทย์ซึ่งมีความรู้ในการใช้เครื่องมือ และทำในสถานพยาบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามร้านเสริมสวย หรือสถานประกอบการเพื่อสุขภาพทั้งสปา หรือการนวด นำไปให้บริการโดยเด็ดขาด เพราะการใช้เครื่องมือชนิดนี้โดยบุคคลที่มิใช่แพทย์อาจเกิดอันตราย ทั้งผิวหน้าไหม้เกรียมดำจนเสียโฉม บาดเจ็บจากไฟฟ้าช็อต หรือผิวหน้าเสียหายจากการใช้ยาหรือวิตามินที่ไม่เหมาะสมก็ได้ ทำให้มีรอยแผลบนใบหน้าจนขาดความมั่นใจแทนจะได้ผิวขาวใสอย่างที่หวัง

ทั้งนี้ กรม สบส.ได้ควบคุมมาตรฐานการให้บริการ โดยกำหนดให้เครื่องมือแพทย์ทุกชนิดในคลินิกที่ให้บริการด้านเสริมความงามจะต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผู้ให้บริการต้องเป็นแพทย์จริงที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม และต้องทำในสถานพยาบาลเท่านั้น

ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า วิธีการทำไอออนโตโฟเรซีส และโฟโนโฟเรซิส เป็นการใช้เครื่องมือช่วยนำยาหรือวิตามินให้แทรกซึมลงสู่ผิวหนัง โดยทำให้รูขุมขนเปิดกว้าง เพื่อให้ยาหรือวิตามินแทรกซึมลงสู่ชั้นผิวหนังได้มากกว่าการทาครีมหรือโลชั่นแบบปกติซึ่งจะอยู่ที่ผิวหนังชั้นนอก โดยการทำงานของเครื่องมือต่างกัน กล่าวคือ ไอออนโตโฟเรซีส เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณต่ำ เพื่อขยายรูขุมขนทำให้ยาหรือวิตามินแทรกซึมลงสู่ผิวหนังได้มากขึ้น ส่วนโฟโนโฟเรซิส เป็นการนวดโดยใช้คลื่นเหนือเสียง (Ultrasonic Wave) ทำให้ยาหรือวิตามินแทรกซึมผ่านผิวหนังได้มาก

ขณะทำจะเกิดความร้อนจากคลื่นได้ และการใช้เครื่องทั้ง 2 ชนิด มีข้อห้ามในการใช้กับบุคคลได้แก่ ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ (Cardiac pacemaker), ผู้ป่วยโรคมะเร็งเพราะอาจทำให้มะเร็งแพร่กระจาย, หญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาตัวที่จะนำมาทำไอออนโตโฟเรซิส หรือโฟโนโฟเรซิส, ผู้ที่มีบาดแผล หรือติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่จะทำ ดังนั้นหากประชาชนไปรับบริการกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์จริงอาจเกิดอันตรายได้

ที่มา-สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ภาพ-แฟ้มภาพ




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่