เตือนโรคแทรกซ้อนจากไอกรน ถึงตายได้


วันที่ 6 ตุลาคม 2559


อธิบดีกรมการแพทย์ เผย โรคไอกรนเป็นสาเหตุทำให้มีอาการไออย่างรุนแรง และอาจเรื้อรังนาน 2-3 เดือน พบได้ในทุกเพศทุกวัย พบได้บ่อยในเด็กอายุ 2 - 6 ปีแต่ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กทารกและเด็กเล็กจะทำให้มีความรุนแรงมากจนอาจเสียชีวิตได้ หากมีภาวะแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าววา โรคไอกรนเป็นโรคติดเชื้อในระบบ ทางเดินหายใจและพบมากในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน จะพบผู้ป่วยมากขึ้น สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถ ติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ จาม และสัมผัสเชื้อโดยตรงจากผู้ที่ป่วย สําหรับผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหากได้รับเชื้อมีโอกาส เกิดโรคสูงถึงร้อยละ 90 ซึ่งจากการศึกษาของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี พบวา ในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการไอ ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วันแต่ ไม่ได้เป็นวัณโรคและโรคหืด ตรวจพบเชื้อไอกรนถึงร้อยละ 19 ซึ่งระยะฟักตัวของโรคไอกรน จะใช้เวลา ประมาณ 6 - 20 วัน หากสัมผัสเชื้อเกิน 3 สัปดาห์ แล้วไม่มีอาการก็แสดงว่าไม่ติดโรค โดยอาการของโรคไอกรนมี 3 ระยะ คือ ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหลไอเล็กน้อย ลักษณะอาการคล้ายกับเป็นหวัดธรรมดาอาจมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมด้วย และเป็นอยู่ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ ระยะที่สองจะเริ่มมีอาการไอถี่ๆ รุนแรงติดต่อกันตั้งแต่ 5 ครั้ง ขึ้นไป หลังจากนั้นผู้ป่วยจะหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียงวู๊ป ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า โรคไอกรน หากเกิดกบเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาจทำให้มีอาการหยุดหายใจ หน้าเขียว และอาเจียนร่วมด้วย ระยะนี้จะมีอาการนานประมาณ 2 - 4 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้นก็ได้ และระยะฟื้นตัว อาการไอจะค่อยๆ ลดลง หากไม่มีโรคแทรกซ้อนจะหายไปในเวลา 6 - 10 สัปดาห์

สําหรับภาวะแทรกซ้อนของโรคไอกรนอาจมีความรุนแรงจนจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิต ได้แก่ โรคแทรกซ้อน ทางระบบหายใจที่พบบ่อย คือ ปอดอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก

นอกจากนี้ ยังมีภาวะแทรกซ้อน ทางสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการชัก เกร็ง หรือซึมลงด้วย อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเสริมว่าการป้องกนโรคไอกรนที่ดีที่สุดสามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ซึ่งวัคซีนไอกรนเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ

ปัจจุบันจึงได้มีการแนะนำ ให้วัคซีนป้องกันไอกรนในเด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ที่อยู่ร่วมกันกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดโรคไอกรน ในเด็กทารกที่มีภาวะแทรกซ้อนและอัตราการตายสูง การรักษาผู้ป่วยโรคไอกรนในระยะแรกสามารถใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดความรุนแรงของโรค และถ้าให้ยาปฏิชีวนะหลังจากที่ผู้ป่วยมีอาการไอแล้วอาจไม่ค่อยมีผลดีต่อการดำเนินโรค แต่จะช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไอกรนควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำอุ่น อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศ ถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นทำให้มีอาการไอมากขึ้น เช่น ฝุ่นละออง ควัน อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคไอกรนได้

ที่มา-กรมการแพทย์
ภาพ แฟ้มภาพ




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่