ระวังหวัดลงหลอดลม ไอเรื้อรังควรพบแพทย์


วันที่ 18 มกราคม 2559


นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โรคหวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส มีหลายแบบส่วนใหญ่ทำให้เกิดปัญหากับระบบหายใจส่วนบน ซึ่งอาการจะรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งมาจากเชื้อว่ามาจากชนิดใด รวมถึงตัวคนไข้เองมีโรคประจำตัวหรือไม่ อาการไข้หวัดจะรุนแรงขึ้น หากคนไข้เป็น โรคหอบหืด ภูมิแพ้ อาการไอก็จะรุนแรงและมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย หรือหากคนไข้เป็นโรคหัวใจบางครั้งเวลาเป็นหวัดก็จะทำให้โรคเดิมอาการแย่ลง อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อไปที่ทางเดินหายใจต่ำลง หรือเข้าไปในหลอดลมทำให้เกิดการไอเป็นเวลานาน และเจ็บคอร่วมกับการมีเสมหะ ซึ่งมลภาวะต่างๆ ส่งผลการติดเชื้อรุนแรงขึ้น

นพ.ฉันชายกล่าวว่า การที่เชื้อลงไปในหลอดลมนั้นเป็นเพราะเชื้อโรคเองอาจลุกลามไปที่ปอด แต่พบไม่มากนัก ที่พบบ่อยจะพบในกลุ่มผู้ป่วยโรคหืด ที่เมื่อเป็นหวัดก็จะกระตุ้นให้หลอดลมตีบตัว เกิดหลอดลมอักเสบ และมีอาการไอ ซึ่งในบางคนจะมีอาการหอบมากขึ้น หากไอเรื้อรังต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ให้รีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุเพราะอาจเป็นโรคร้ายแรงได้ หากเป็นไข้หวัดธรรมดาปกติจะไอไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ต้องดูอาการประกอบ ถ้าไอ มีไข้สูง เหนื่อยหอบ ไอเป็นเลือด ก็ควรรีบพบแพทย์

"ไอต่อเนื่อง 6-7 สัปดาห์ไม่หาย ต้องคิดถึงโรคที่ต้องกังวลหลายโรค เช่น จากการสูบบุหรี่ ติดเชื้อในปอดเรื้อรัง มะเร็งปอด หรือ ยาบางตัว เช่น ยาความดัน อาจทำให้ไอเรื้อรังได้ ดังนั้น หากมีอาการไอเรื้อรังต่อให้ไม่มากก็ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะการรักษาโรคจากการไอต้องรักษาตามเหตุของการเกิดอาการไอ การป้องกันหวัดที่ดีคือ การออกกำลังกายและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ส่วนกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และเมื่อมีอาการไอควรใส่หน้ากากเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คน รอบข้าง" นพ.ฉันชายกล่าว

ที่มา-สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่