ปลาร้าเป็นเหตุโรคเหน็บชา 



ปลาร้าเป็นเหตุโรคเหน็บชา


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558


เมื่อวันที่ 25 ก.พ. นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวในการประชุม DDC Forum เรื่อง “โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการขาดวิตามินบี 1” ว่า เมื่อ ธ.ค. 2557 พบผู้ต้องขังในเรือนจำแห่งหนึ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่วยแขนขาอ่อนแรง ชาตามปลายมือ ปลายเท้า และร่างกาย 78 ราย มีอาการรุนแรง 3 ราย จำนวนนี้เสียชีวิต 2 ราย จากการสอบสวนโรค พบเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการขาดวิตามินบี 1 หรือโรคเหน็บชา ซึ่งการป่วยเป็นกลุ่มก้อนนี้เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ที่มีภาวะเริ่มขาดวิตามินบี 1 กลายเป็นขาดวิตามินบี 1 จนแสดงอาการ ทั้งนี้ โรคเหน็บชา มักมีอาการอ่อนแรงและชาที่แขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า บวม แดง ส่วนการขาดวิตามินบี 1 เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินไม่เพียงพอ เช่น รับประทานแต่ข้าวขาว หรืออาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี 1 ได้แก่ ปลาน้ำจืดดิบ หอยลายดิบ ปลาร้า ใบชา ใบเมี่ยง หมากพลู ปลาส้มดิบ แหนมดิบ เป็นต้น กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ดื่มสุราประจำ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์/ให้นมบุตร เด็กวัยเจริญเติบโต ผู้ที่รับประทานอาหารที่ไม่มีวิตามินบี 1 ผู้ต้องขังในเรือนจำ และชาวประมงที่ออกทะเลนานๆ

“การป้องกันโรคประชาชนควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และหลากหลาย ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ นม ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวกล้อง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองและถั่วเมล็ดแห้ง รวมทั้งผักใบเขียว ที่สำคัญต้องเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีตัวทำลายวิตาบินบี 1 หากต้องการรับประทานควรปรุงด้วยความร้อนจนสุก ส่วนโรงเรียน เรือนจำ สถานกักกัน และสถานรับเลี้ยงเด็ก คนชรา ควรจัดหาข้าวกล้องให้รับประทาน ปรับรายการอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย สด ใหม่ หากเกิดการระบาดของโรคควรแจ้งสำนักงานสาธารณสุขในการสอบสวนโรค และมีแผนการคัดกรองภาวะโภชนาการ” อธิบดี คร. กล่าว

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง รพ.จุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าว รพ.จุฬาฯ ได้ร่วมตรวจสอบว่าเกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ เพราะเกรงว่าจะระบาดเป็นวงกว้าง โดยตรวจสอบไวรัสใน 9 กลุ่มครอบครัวจำนวนหลายร้อยตัวที่เกี่ยวข้องกับโรคทางสมอง และไขสันหลังอักเสบที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว แต่พบว่าไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เมื่อสอบสวนโรคพบว่า เกิดจากภาวะขาดวิตามินบี 1 ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการทางสมองได้ เช่น ซึม ตาเห็นภาพซ้อน หรือเดินเซ หากรักษาไม่ทันท่วงทีเมื่อหายแล้วจะมีความจำเสื่อม

“โรคเหน็บชาถือว่าหายสาบสูญไปจากประเทศไทยแล้ว จน อย. ต้องถอดวิตามินบีรวมออกจากหลักประกันสุขภาพฯ แต่ปัจจุบันพบผู้ป่วยอีก ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าโรคนี้จะพบในคนที่ผอมแห้งแรงน้อย แต่แท้จริงคนทั่วไปก็ป่วยโรคได้ จากพฤติกรรมการกินที่ขาดวิตามินบี 1 ทั้งการกินแต่ข้าวขาว อาหารขยะต่างๆ หรืออาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี 1 โดยที่ผ่านมาพบนักกีฬาหรือผู้ใช้แรงงานที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ก็ป่วย เพราะกินข้าวขาวอย่างเดียวปริมาณมาก ซึ่งไม่มีวิตามินบี 1 ก็เกิดภาวะพร่องวิตามินบี 1 ได้ จึงต้องมีการเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และควรเสนอให้การกินข้าวกล้องเป็นวาระแห่งชาติ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

นพ.กมล แซ่งปึง แพทย์ รพ.บึงกาฬ กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว รพ.บึงกาฬ ได้ลงพื้นที่ตรวจผู้ต้องขังทั้งที่ป่วยและไม่ป่วย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้อยู่ในเรือนจำ พบว่า มีภาวะขาดวิตามินบี 1 เช่นกัน จึงคาดว่าคนในพื้นที่อาจจะมีภาวะนี้อยู่เดิม จากนี้เตรียมที่จะเก็บข้อมูลคนในพื้นที่เพื่อให้ทราบว่ามีภาวะขาดวิตามินบี 1 หรือไม่ โดยจะเก็บข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่กินปลาร้าดิบ ปลาร้าสุก และผู้ที่ไม่กินปลาร้า เนื่องจากมีสมมติฐานว่า ปลาร้าอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดวิตามินบี 1 เนื่องจาก ปลาร้ามีสารที่ทำลายวิตามินบี 1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานยังมีการรายงานเรื่อง "อันตรายจากเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส" โดยพบว่าปี 2551 - 2558 มีผู้เสียชีวิตขณะอาบน้ำด้วยเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส 6 ราย ป่วยจากการสัมผัสแก๊สพิษเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส 10 ราย เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งมักเป็นผู้ที่อาบน้ำทีหลัง ห้องน้ำมีขนาดเล็ก ไม่มีช่องระบายอากาศ และเครื่องทำน้ำอุ่นไม่มีเครื่องหมายรับรองสินค้า มอก. โดยสาเหตุมาจากการเผาไหม้ออกซิเจนเพื่อทำความร้อนของเครื่อง และสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ขึ้น หากระบายอากาศไม่ดีจะสะสมก๊าซพิษ เมื่อสูดดมจะทำให้เม็ดเลือดแดงจับออกซิเจนได้น้อยลง จึงวิงเวียนศีรษะ มึนงง หน้ามืด หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ซึม หมดสติ และเสียชีวิตได้ ข้อแนะนำคือ 1. เปิดพัดลมดูดอากาศทุกครั้งที่อาบ หากอาบหลายคนให้ระบายอากาศอย่างน้อย 10 นาที ก่อนอาบต่อ 2. ไม่ควรอาบนานเกิน 10 นาที 3. ควรมีเพื่อนอยู่ในบริเวณที่ขอความช่วยเหลือได้ 4. ถ้ามีอาการผิดปกติควรรีบปิดเครื่อง ออกจากห้องน้ำและแจ้งเจ้าหน้าที่ 5. การช่วยเหลือปฐมพยาบาลให้นำผู้ป่วยไปยังพื้นที่โล่งอากาศถ่ายเทสะดวก นอนราบ คลายเสื้อผ้าให้หลวม ให้ออกซิเจนหากมีถังออกซิเจน ถ้าหมดสติ หยุดหายใจให้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น และรีบนำส่งโรงพยาบาล

ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ภาพอินเทอร์เน็ต




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่