ระวังภัย –หมวกกันน็อกหมวกนิรภัย


วันที่ 22 มิถุนายน 2557


จักรยานยนต์เป็นพาหนะที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่ายานพาหนะประเภทอื่นๆ แต่ยังครองความเป็นพาหนะยอดนิยมสูงสุดของคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2547-2549 ยอดขายรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านคันต่อปี และในปี 2552 ประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมทั้งสิ้น 16-17 ล้านคัน คิดเป็นร้อยละ 62 ของรถจดทะเบียนสะสมทั้งหมด สัดส่วนการถือครองรถจักรยานยนต์ 4 คนต่อ 1คัน

ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยวันละ 30 คน ซึ่งร้อยละ 70 - 80 เกิดจากการขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ เฉลี่ยผู้เสียชีวิตจากการขับขี่และซ้อนท้ายจักรยานยนต์อยู่ที่ประมาณวันละ 24 คน หรือในแต่ละชั่วโมง มีผู้เสียชีวิต 1 คน ขณะที่ผู้บาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกว่าปีละ 1 แสนคน โดยร้อยละ 6 ของผู้บาดเจ็บกลายเป็นผู้พิการ เฉลี่ยในทุกๆ 2 ชั่วโมงจะมีผู้พิการเพิ่มขึ้น 1 คน

ภาพรวมผู้ใช้รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนพบว่าประเทศไทยได้คะแนน 6 เต็ม 10 คะแนน ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม ได้ 9 คะแนน อินโดนีเซีย ลาว ได้ 8 คะแนน

การศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศต่างยืนยันว่า สิ่งที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ลดการบาดเจ็บที่ศีรษะ ความพิกลพิการของร่างกาย ตลอดจนลดอัตราการเสียชีวิตลงได้หากเกิดอุบัติเหตุ คือการสวม“หมวกกันน็อก หรือหมวกนิรภัย”

ผลการสำรวจข้อมูลในประเทศไทย พบว่า แม้ว่าการสวมหมวกนิรภัยจะช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของการบาดเจ็บลงได้ ประมาณ 72% ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ถึง 39%แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเร็วของรถจักรยานยนต์ในขณะขับขี่ด้วย

ผู้ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ต้องให้ความสำคัญ สวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง โดยเลือกซื้อหมวกนิรภัยที่มีสัญลักษณ์ มอก. หมวกนิรภัยที่มีมาตรฐานจะสามารถจัดการกับพลังงานที่เกิดขึ้นจากการชน โดยภายในจะมีโฟม ซึ่งมีคุณสมบัติยืดหดได้ เมื่อเกิดการชนและกระแทกจากของแข็ง โฟม ที่อยู่ภายในหมวกนิรภัยจะถูกอัดกระแทก ยืดเวลาที่ศีรษะใช้ก่อนหยุดเคลื่อนไหวออกไปประมาณ 6 มิลลิวินาที มีผลในการควบคุมพลังงานจากการชน หมวกนิรภัยยังจะกระจายแรงการกระแทกไปยังพื้นที่ที่กว้างขึ้น ทำให้แรงกระแทกไม่ไปรวมอยู่ ณ พื้นที่เล็กๆ ส่วนใดส่วนหนึ่งของกะโหลกเท่านั้น ทำให้แรงกระแทกต่อเนื้อสมองลดลง แรงหมุนและความตึงเครียดภายในก็จะลดลงด้วย

และมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้
1. หมวกนิรภัยที่สามารถปกป้องศีรษะและใบหน้าได้ดีที่สุด คือ หมวกนิรภัยชนิดเต็มใบ รองลงมาคือชนิดเปิดหน้า
2.ควรมีแผ่นกันลมที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ และควรใช้ชนิดใส่ในเวลากลางคืนและสีทึบในเวลากลางวัน
3. ควรตรวจสอบความหนาของเปลือกนอก ไม่ควรต่ำกว่า 4 มิลลิเมตร มีสีสดและสะท้อนแสงได้ เพื่อผู้ขับขี่คนอื่นเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะในเวลาค่ำ และไม่มีส่วนยื่นออกจากผิวชั้นนอกของหมวกเกินกว่า 5 มิลลิเมตร
4. ควรตรวจสอบความแข็งและความหนาของโฟมซึ่งควรมีความหนาประมาณ 2.5 เซนติเมตรขึ้นไป เนื้อโฟมแข็ง ใช้นิ้วกดไม่ลง
5. ควรใช้มือคลำโฟมส่วนหน้าของหมวกนิรภัย หากมีรอยคว้านมากกว่า 1 เซนติเมตรขึ้นไปไม่ควรใช้ เนื่องจากจะเป็นจุดอ่อนของหมวกบริเวณนั้น ทำให้ได้รับอันตรายต่อศีรษะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
6. ควรตรวจสอบการติดตั้งสายรัดคาง และเลือกชนิดที่เป็นโลหะกับโลหะด้วยกัน
7. ควรตรวจสอบตัวยึดสายรัดคาง และเลือกชนิดที่เป็นรูปครึ่งวงกลม 2 ชิ้นด้วยกัน หรือระหว่างโลหะกับโลหะ ควรหลีกเลี่ยงชนิดที่ทำด้วยพลาสติก เนื่องจากชำรุดได้ง่าย
8. ควรลองสวมหมวกนิรภัยก่อนซื้อ ไม่ควรใช้หมวกนิรภัยที่หลวมหรือคับเกินไป
9. หากเกิดอุบัติเหตุ และหมวกนิรภัยได้รับแรงกระแทกแล้ว จะต้องเลือกซื้อหมวกใบใหม่ทันที ไม่ควรนำมาใช้อีก
10. ไม่ควรแขวนหมวกนิรภัยใกล้กับถังน้ำมัน เพราะไอระเหยของน้ำมันจะทำให้โฟมเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

สมหวัง-เรียบเรียง
สุขสาระ*กุมภาพันธ์ 2557




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่