ย้อนรอยก๊าซพิษ ซาริน 



ย้อนรอยก๊าซพิษ ซาริน


วันที่ 29 พฤษภาคม 2557


ภาพข่าวการโจมตีด้วยอาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรียต่อกลุ่มต่อต้านสร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก จนเป็นเหตุให้ กลุ่มประเทศตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส เป็นหัวหอก ออกมาแสดงความรักต่อมนุษยชาติในซีเรียกันอย่างเนืองแน่น ทั้งที่ตลอดเวลาสงครามกลางเมืองในซีเรียได้เข่นฆ่าผู้คนไปแล้วกว่าแสนคน แต่ประเทศเจ้านายใหญ่ของโลกยังคงวางเฉย จนเมื่อภาพสะเทือนใจดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมา วันนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เจ้านายใหญ่ของโลกตัดสินใจอย่างไร?อย่างไรก็ตามมีรายงานมาก่อนหน้านี้ว่าฝ่ายกบฏในซีเรีย ก็ใช้ก๊าซพิษซารินในการโจมตีฝ่ายรัฐบาลซีเรียเหมือนกัน?(ไทยรัฐ-ผู้จัดการออนไลน์ 6 พ.ค.56)

แปลกใจตรงที่ภาพหดหู่ของผู้เสียชีวิตในซีเรียถูกถ่ายทอดออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลบภาพการสังหารหมู่ประชาชนจำนวนมากที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหารในอียิปต์ไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด สรุปได้ใจความว่า มหาอำนาจอยากไปมีอำนาจในซีเรีย และปล่อยให้ฝ่ายรัฐประหารเป็นตัวแทนอำนาจในอียิปต์

ผู้เขียนจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ..จิงจิ๊งงง..?? แต่จะขอทำความรู้จักกับเจ้าก๊าซพิษมหาประลัยนี้แทนเพื่อคุณผู้อ่านจะได้รู้จักถึงอันตรายของก๊าซ “ซาริน” ที่สะท้อนถึงความเหี้ยมโหดของผู้สั่งการในครั้งนี้

ซาริน เป็นสารประกอบกลุ่ม Organophosphorus มีลักษณะเป็นของเหลว ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น สามารถระเหยกลายเป็นไอได้รวดเร็ว จึงทำให้ออกฤทธิ์กับระบบทางเดินหายใจ มีความเป็นพิษรุนแรงกว่าไซยาไนด์ 500 เท่า เป็นสารทำลายประสาท สามารถเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการดูดซึมทางลมหายใจหรือผิวหนัง ความเร็วในการออกฤทธิ์รวดเร็วและรุนแรง หากสูดดมเข้าไปโดยตรง เพียงแค่ 70 มก.ทำให้เสียชีวิตได้ หากเหยื่อบางคนได้รับเข้าไปไม่มากอาจจะรอดชีวิตแต่จะกลายเป็นอัมพาตค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ.2481ถูกนำมาประจำการในกองทัพต่างๆเพื่อเป็นอาวุธเคมีตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 ปัจจุบันองค์การสหประชาชาติสั่งห้ามใช้

อาการเบื้องต้นเมื่อร่างกายรับสารพิษซารินเข้าไป จะมีอาการน้ำมูกไหล ม่านตาหด แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ชักกระตุก ระบบควบคุมของร่างกายใช้การไม่ได้ ระบบหายใจล้มเหลว

เรารู้จักก๊าซซาริน จากกรณีสังหารหมู่ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2538 ที่ประเทศญี่ปุ่น หลังผู้นำของลัทธิโอมชินริเกียวสั่งให้มีการปล่อยก๊าซพิษซาริน โจมตีสถานีรถไฟใต้ดิน 5 แห่งในกรุงโตเกียว

ลัทธิโอมชินริเกียว เป็นลัทธิที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2530 โดย มัตซึโมโตะชิซูโอะ แต่เรียกกันภายในลัทธิว่า โชโกะ อาซาฮาระ มีสาวกนับหมื่นคนทั้งในญี่ปุ่นและรัสเซีย สอนให้ใช้การฝึกจิต การเข้าสมาธิ และโยคะ เพื่อให้ถึงการรู้แจ้ง ชื่อของลัทธิมาจากศัพท์ภาษาสันสกฤต โอม ตามด้วยตัวหนังสือคันจิ ชินริเกียว ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อลัทธิ เป็น เอลป์ (Ālep) ซึ่งหมายถึงอักษรตัวแรกในภาษาอาหรับ ภาษาฮีบรู และภาษาฟินิเชีย

ประมาณปี พ.ศ. 2533เจ้าลัทธิผู้ที่มีความเชื่อเรื่องโลกาวินาศ ได้ออกคำพยากรณ์ว่าจะเกิดภัยพิบัติในญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 3 และได้เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกขึ้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2538 เวลา 8 โมงเช้า สาวกของลัทธินำกระเป๋าบรรจุก๊าซซารินเหลวมายังสถานีรถไฟใต้ดินในชั่วโมงเร่งด่วนจำนวน 5 สาย จากนั้นก็ใช้ร่มปลายแหลมเจาะกระเป๋าให้แตกออก และแล้วก๊าซพิษซารินจำนวนมากก็กระจายออกมาเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน และบาดเจ็บ 5,510 คน เป็นคดีฆาตกรรมอย่างไม่เลือกตัวบุคคล ครั้งใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสร้างความตื่นตระหนกไปจนทั่วโลก การเดินทางโดยรถไฟใต้ดินเป็นอัมพาตไปเกือบอาทิตย์และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากที่ยังต้องทรมานกับผลข้างเคียงของซารินจนทุกวันนี้ หลายคนกลายเป็นอัมพาตและหลายคนหลับไม่ได้สติ

ในวันที่ 16 พฤษภาคม ก็สามารถจับกุมอาซาฮาระพร้อมแกนนำได้ อาซาฮาระถูกฟ้อง 17 คดี ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธข้อหา 16 คดี ในศาล เขามักจะแสร้งทำตัวพูดไม่รู้เรื่องหรือแกล้งบ้าเพื่อจะได้พ้นข้อกล่าวหาเนื่องจากไม่มีความสามารถในการรับผิดชอบ

ปี 2549 อาซาฮาระถูกตัดสินโทษประหาร ในการพิพากษาขั้นที่ 1 ส่วนสาวกลัทธิ โอม ชินริเกียว อีก 12 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับโทษประหารชีวิตแบบเดียวกัน และ ยังมีสาวกอีกหลายคนอยู่ระหว่างการหลบหนีจนปัจจุบันนี้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2556 มีรายงานจากเว็บไซต์มติชนออนไลน์ว่าญี่ปุ่นเพิ่งจะจับตัวสาวกของลัทธิคนสุดท้ายวัย 54 ปีหลังจากหนีมาได้นานถึง 17 ปี

อาซาฮาระได้ต่อสู้คดีจนถึงศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2549 ศาลยังยืนยันคำสั่งเดิมให้ประหารชีวิต หลังการพิพากษา เจ้าลัทธิโอมชินริเกียวออกมากล่าวขอโทษสำหรับการกระทำเลวร้ายที่เขาได้ก่อขึ้นทั้งหมด พร้อมระบุว่า มันเป็นความเข้าใจผิดที่คิดจะตั้งตัวเองเป็นพระเจ้า นอกจากนี้เขายังสัญญาด้วยว่าจะนำสิ่งที่ได้ทำไว้ในอดีตมาทบทวนต่อไป

อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ ยังไม่มีข้อมูลว่า ผู้นำลัทธิได้รับโทษประหารชีวิตไปแล้วหรือยัง ทั้งนี้มีรายงานระบุว่าหน่วยข่าวกรองด้านความมั่นคงสาธารณะเกรงว่า การตัดสินโทษประหารชีวิตผู้นำลัทธิโอมชินริเกียวอาจจะก่อให้เกิดความรุนแรงได้ เพราะยังมีสาวกที่ให้การสนับสนุนเจ้าลัทธิคนนี้อยู่

สุขสาระ ตุลาคม 2556




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่