พรมมิ ผักพื้นบ้านบำรุงความจำ


วันที่ 11 สิงหาคม 2560


พรมมิ หรือ ผักมิ (Bacopa monnieri) เป็นผักพื้นบ้าน ถิ่นกำเนิดในเนปาลและอินเดีย ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในตู้ปลาหรือในสวนน้ำ หรือรับประทานเป็นอาหาร ใช้เป็นผัก ลวกจิ้มน้ำพริกได้ มีการใช้ในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย มีสรรพคุณบำรุงความจำ บำรุงสมอง รักษาอาการไข้ รวมทั้งมีการใช้ในตำรับยาไทยหลายตำรับ

พรมมิ เป็นพืชสะเทินน้ำสะเทินบก ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ เช่น ขอบสระน้ำ ลักษณะลำต้นใหญ่ อวบน้ำ ไม่มีขน เลื้อยทอดไปตามพื้นและชูยอดขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ค่อนข้างยาว โคนใบแคบ ปลายใบกว้างมนกลม ขอบใบเรียบ แตกจากลำต้นแบบตรงกันข้าม ออกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบกลีบดอกสีขาวหรือสีครามอ่อน ตอนโคนติดกันเป็นหลอดตอนปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรตัวผู้มี 4 อัน ติดอยู่กับกลีบดอก

พรมมิเป็นพืชที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว แค่ตัดมาปักบนดินก็ขึ้นแล้ว เหมาะกับดินทุกประเภท โดยเฉพาะดินที่ค่อนข้างเหนียว พรมมิต้องการแสงแดด และต้องการน้ำ ควรปล่อยให้น้ำท่วมดินที่ปลูกอยู่ตลอดเวลา

สำหรับในประเทศไทย มีหลักฐานการใช้พรมมิเป็นยาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยมีการกล่าวถึงพรมมิในตำราโอสถพระนารายณ์ จนมาถึงในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ปรากฏหลักฐานการใช้พรมมิในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ระบุว่า พรมมิ มีรสหวาน แก้อาการสวิงสวาย (อาการที่เป็นลม ทำให้หน้ามืด ตาลาย ใจหวิว หรือกระสับกระส่าย) แก้หืด ไอ กินแก้ริดสีดวง กินเจริญปัญญา และมีการใช้เป็นตัวยาในตำรับต่าง ๆ เช่น เข้ายาเขียวมหาพรหม สำหรับแก้โลหิตพิการ ซึ่งทำให้พิษร้อนทั่วสรรพางค์กาย เข้ายาแก้ซางแห้งในเด็ก เข้ายาแก้ลมที่ทำให้ท้องขึ้น เข้ายาเขียวประทานพิษ แก้โรคลม

ผลการศึกษาวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะแพทยศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งการพิสูจน์ในขั้นหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และในมนุษย์ พบว่ามีประสิทธิภาพในการบำรุงความจำ โดยจากการทดลองทางคลินิกพบว่า เมื่ออาสาสมัครอายุมากกว่า 55 ปี ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพรมมิ เป็นเวลา 2 เดือนขึ้นไป จะมีความสามารถในการเรียนรู้และมีความจำเพิ่มขึ้น

การศึกษาเปรียบเทียบผลของสารสกัดพรมมิ กับสารสกัดจากใบแปะก๊วย และยา donepezil (เป็นยาสำหรับรักษาภาวะสมองเสื่อมชนิดที่มีอาการอัลไซเมอร์) ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้และความจำของหนูที่แก่ตามธรรมชาติ พบว่า หลังจากป้อนสารสกัดหรือยาติดต่อกันนาน 3 เดือน พบว่า หนูแก่ที่ได้รับสารกัดพรมมิ (40 mg/kg.) มีการเรียนรู้และความจำเกี่ยวกับสถานที่ และความสามารถในการจดจำสิ่งของได้ดีพอๆ กับหนูแก่ที่ได้รับสารสกัดจากใบแปะก๊วย (60 mg/kg.) และกลุ่มที่ได้รับยา donepezil (1 mg/kg.) และดีกว่าหนูแก่กลุ่มควบคุมที่ได้รับเฉพาะน้ำกลั่นอย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษาผลของพรมมิ ต่อการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนโลหิตบนผิวเปลือกสมอง ความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจของหนู เปรียบเทียบกับผลของสารสกัดแปะก๊วย โดยให้สารสกัดพรมมิ (40 mg/kg. BW) หรือ สารสกัดแปะก๊วย (60 mg/kg. BW) ทางปาก เป็นเวลานานติดต่อกัน 2 เดือน พบว่า ทั้งสารสกัดพรมมิและสารสกัดแปะก๊วย มีผลเพิ่มการไหลเวียนโลหิตบริเวณหลอดเลือดแดงบนเยื่อหุ้มสมอง โดยมีประสิทธิภาพเท่าๆ กัน และสารสกัดพรมมิไม่มีผลทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นหัวใจของหนูเปลี่ยนแปลงไป

การศึกษาในเด็กที่มีอายุระหว่าง 4-18 ปี โดยให้รับประทานแคปซูลสารสกัดพรมมิวันละ 1 แคปซูล (ประกอบด้วยสารสกัดพรมมิมาตรฐาน 225 มก.) นาน 4 เดือนพบว่า พรมมิมีผลช่วยเพิ่มพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กได้เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นอกจากนี้ยังพบว่าการให้เด็กสมาธิสั้น รับประทานสารสกัดพรมมิ ขนาด 50 มก. วันละ 2 ครั้ง มีผลช่วยให้เด็กมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้ดีขึ้น
จากการศึกษาความเป็นพิษของพรมมิในอาสาสมัครสุขภาพดี โดยให้รับประทานสารสกัดพรมมิ ขนาด 300 มก./วัน ติดต่อ 15 วัน และตามด้วยขนาด 450 มก./วัน อีก 15 วันไม่พบความเป็นพิษแต่อย่างใด แต่มีอาสาสมัครบางรายมีอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร และมีอาการคลื่นไส้

มีคำแนะนำให้กินผักพรมมิประมาณวันละ 30 กรัม หรือ พรมมิประมาณ 50 ยอด หรือ 1 จาน จะมีคุณค่าเท่ากับกินสารสกัดพรมมิ 1 เม็ด

“พรมมิ” จึงเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรคุณภาพ ที่องค์การเภสัชกรรมนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพรมมิ เพื่อบำรุงสมองและบำรุงความจำ ทดแทนสมุนไพรนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง

สุขสาระ ธันวาคม 2016




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่