ร่วมป้องกันไข้เลือดออก 



ร่วมป้องกันไข้เลือดออก


วันที่ 17 กรกฎาคม 2559


จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงสุดในประเทศไทยเท่าที่เคยมีรายงานมา พบว่าในปี 2530 มีผู้ป่วยจำนวน 174,285 ราย เสียชีวิต 1,007 ราย ในปี 2556 มีจำนวนผู้ป่วย 154,444 ราย เสียชีวิต 136 ราย

สำหรับปี 2558 จากข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า เดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2558 พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมากถึง 111,826 ราย และพบผู้เสียชีวิตจำนวน 108 ราย

คาดการณ์ว่าในปี 2559 มีแนวโน้มที่จะเกิดการระบาดใหญ่อีกครั้ง เป็นการระบาดใหญ่ 2 ปีต่อเนื่อง ทั้งที่ตามปกติแล้วจะเป็นการระบาดปีเว้นปี โดยยอดผู้ป่วยในปี 2559 อาจสูงเท่าปี 2556 เนื่องจากภาวะโลกร้อน ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ยุงมีการเจริญเติบโตเร็วขึ้น วงจรชีวิตของยุงสั้นลง ยุงตัวเล็กลง ยุงกินเลือดบ่อยขึ้น การกระจายของโรคก็จะเกิดได้ดีขึ้นและมีแนวโน้มของการติดเชื้อสูงขึ้น เนื่องจากอาการของโรคไข้เลือดออกมีอาการใกล้เคียงกับโรคอื่นๆ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ มีอาการไข้สูงกะทันหันเหมือนกัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดกระบอกตา เหนื่อย เพลีย ได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นเมื่อยังไม่รู้โรคที่ชัดเจน การรักษาโดยทั่วไปจึงเป็นแบบประคับประคอง หรือรักษาตามอาการ ต่อเมื่อรู้ว่าเป็นไข้เลือดออกอย่างชัดเจน การรักษาก็จะเข้มข้นขึ้น ตามอาการของโรค ทุกวันนี้ยังไม่มียาที่ใช้รักษาไข้เลือดออก หรือวัคซีนป้องกัน รายงานจากสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาวัคซีนมาตั้งแต่ปี 2552 คาดว่าน่าเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่กำลังรอวัคซีนอยู่นี้ การป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ทั้งนี้การป้องกันทำได้ 3 ลักษณะ คือ

1. การป้องกันทางกายภาพ ได้แก่ - ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด เช่น มีฝาปิดปากโอ่งน้ำ ตุ่มน้ำ ถังเก็บน้ำ หรือถ้าไม่มีฝาปิด ก็วางคว่ำลงหากยังไม่ต้องการใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นที่วางไข่ของยุงลาย - เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้สดบ่อยๆ อย่างน้อยทุกๆ 7 วัน -ปล่อยปลากินลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ เช่น โอ่ง ตุ่ม ภาชนะละ 2-4 ตัว รวมถึงอ่างบัวและตู้ปลาก็ควรมีปลากินลูกน้ำเพื่อคอยควบคุมจำนวนลูกน้ำยุงลายเช่นกัน ใส่เกลือลงน้ำในจานรองขาตู้กับข้าว เพื่อควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงลาย โดยใส่เกลือ 2 ช้อนชา ต่อความจุ 250 มิลลิลิตร พบว่าสามารถควบคุมลูกน้ำได้นานกว่า 7 วัน
2. การป้องกันทางเคมี ได้แก่ เติมทรายเทมีฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้และรับรองความปลอดภัย เหมาะสมกับภาชนะที่ไม่สามารถใส่ปลากินลูกน้ำได้ -การพ่นสารเคมีหรือยากันยุงเพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัย แม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีราคาแพง และเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการฉีดพ่นและฉีดเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้านเรือน ที่ใช้กันมี 2 ชนิด คือ ยาจุดกันยุง และสเปรย์ฉีดไล่ยุง
อย่างไรก็ตาม เพื่อลดความเป็นพิษจากสารเคมี ดังนั้นควรจุดยากันยุงในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัส ส่วนยาฉีดไล่ยุงจะมีความเป็นพิษมากกว่า ดังนั้นห้ามฉีดลงบนผิวหนัง และควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุข้างกระป๋องอย่างเคร่งครัด
3. การปฏิบัติตัว ได้แก่ นอนในมุ้ง หรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยจะต้องปฏิบัติเหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน -หากไม่สามารถนอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดได้ ควรใช้ยากันยุงชนิดทาผิวซึ่งมีสารสำคัญที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันยูคาลิปตัส เป็นต้น

สุขสาระ-มกราคม2016




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่