เมื่อใช้ยาไม่ถูกต้อง


วันที่ 23 ตุลาคม 2558


ยาแม้ว่าจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าคุณไม่รู้จักใช้ ก็อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ได้ หากผู้บริโภคยังมีพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เรามาดูกันดีกว่าว่าพฤติกรรมอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดการใช้ยาอย่างไม่ปลอดภัย
1. ปรับขนาดยาเองตามใจชอบ ด้วยความเชื่อที่ว่ารับประทานยามากไม่ดี เมื่อมีอาการดีขึ้นแล้วก็หยุดยาโดยไม่ยอมรับประทานยาต่อจนครบตามแพทย์สั่ง เช่น บางคนความดันเลือดสูง พอรับประทานยาแล้วความดันลดลง ก็งดยาเองไม่ยอมรับประทานต่อตามแพทย์สั่ง ความดันก็จะสูงขึ้นอีก หรือในทางตรงข้ามเชื่อว่ารับประทานยามากแล้วหายเร็ว จึงเพิ่มขนาดยาเอง ผลคือความดันอาจลดลงต่ำจนเกิดอันตรายได้ ยาบางอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ต้องรับประทานให้หมดตามแพทย์สั่ง ผู้ป่วยบางคนพอรับประทานไปได้ระยะหนึ่ง อาการหายไปก็หยุดยาเอง ผลคือเกิดเชื้อดื้อยาขึ้น ครั้งต่อไปต้องใช้ยาที่แรงขึ้น เป็นต้น
2. นำยาของผู้อื่นมาใช้ กล่าวคือเมื่อมีอาการใดอาการหนึ่งแล้วบอกเล่าให้เพื่อนหรือญาติ ฟัง ซึ่งอาจจะมีอาการคล้ายกัน เพื่อนหรือญาติก็ปรารถนาดีนำยาที่ตนเคยรับประทานมาให้ทาน โดยไม่รู้ว่าอาการที่เหมือนกันนั้นอาจจะเกิดจากสาเหตุที่ต่างกัน ซึ่งนอกจากจะรับประทานยาไม่หายแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากยาอีก
3. ไม่ฟังคำอธิบายจากเภสัช ผู้ป่วยมักจะรีบกลับบ้านไม่สนใจคำอธิบายของเภสัชกรที่จ่ายยาว่ายาแต่ละชนิดต้องใช้อย่างไรในปริมาณเท่าใด เพราะเข้าใจว่ากลับมาอ่านเองที่บ้านก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะมียาบางตัวที่มีข้อแนะนำการใช้จากเภสัชกรเพื่อใช้ยาได้ถูกวิธี
4. เก็บยาไม่ถูกต้อง ยาทุกชนิดมีวิธีการเก็บรักษาที่แตกต่างกันตามแต่ประสิทธิภาพในการรักษาของยา บางชนิดต้องเก็บในที่เย็น บางชนิดต้องอยู่ในที่ที่มีแสง หากไม่อ่านฉลาก หรือ ฟังคำอธิบายจากเภสัชกร อาจทำให้ยานั้นๆ มีประสิทธิภาพน้อยลงหากจัดเก็บไม่ถูกวิธี
5. ไม่ดูวันหมดอายุเวลาซื้อยา ทุกครั้งที่ซื้อยารับประทานเองควรดูวันหมดอายุที่แผงยา ข้างขวด หรือหลอดบรรจุยา ให้มั่นใจว่ายาที่ซื้อไปยังไม่ถึงวันหมดอายุอย่างน้อยที่สุดยาไม่ควรผลิตมาแล้วมากกว่า 6 เดือนถึง 1 ปี
6. ใช้ยาไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะยาที่มีเทคนิคพิเศษในการใช้ ทำให้ใช้ยาไม่ได้ผล เช่น ยาพ่นป้องกันหอบหืด ซึ่งมีชนิดต่างๆ มากมาย เป็นต้น
7. ลืมรับประทานยา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังต้องรับประทานยาจำนวนมากหรือรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน มักลืมรับประทานยาในมื้อกลางวันบ่อยที่สุด หรือ มักลืมรับประทานยาก่อนอาหาร ซึ่งยาบางอย่างจำเป็นต้องรับประทาน ก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพราะยาจะถูกดูดซึมดีตอนท้องว่าง หรือยาบางชนิดเพื่อให้ออกฤทธิ์พอดีเวลาอาหาร
8. ไม่นำยาเก่ามาด้วยเวลามารักษาตัวในโรงพยาบาล ทำให้บางครั้งไม่ได้รับยาที่รับประทานต่อเนื่องเพื่อรักษาโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่เดิม
9. ชอบไปรับการรักษาจากหลายสถานพยาบาล ทำให้ได้รับยาซ้ำซ้อน บางครั้งยามีปฏิกิริยาต่อกัน อาจเสริมฤทธิ์หรืออาจทำให้ฤทธิ์ยาลดลง
10. เชื่อว่าการใช้ยาดีกว่าการป้องกันการเกิดโรค คนส่วนใหญ่ชอบที่จะได้รับยาจากแพทย์เพื่อรักษาอาการมากกว่าการรับฟังคำแนะนำเรื่องการดูแลรักษาตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดโรค ซึ่งแท้จริงแล้วการป้องกันการเกิดโรคย่อมดีกว่าการรักษา
11. ใช้ยาด้วยความเคยชิน เช่น ยาหม่องเป็นยาสารพัดนึก เมื่อเกิดหกล้ม จนเกิดแผลบวมฟกช้ำดำเขียว เรามักจะหยิบยาหม่องขึ้นมาถูนวดบรรเทาอาการทันที แต่แท้จริงแล้วเมื่อร่างกายได้รับแรงกระแทก เส้นเลือดฝอยบริเวณผิวหนังจะขาดทำให้มีเลือดคั่งเกิดขึ้น ก่อให้เกิดอาการบวมและปวด ซึ่งหากทายาหม่องทันทีจะทำให้บวมมากขึ้น เพราะเมื่อขี้ผึ้งเสียดสีกับร่างกายโดยการถูนวด จะทำให้เกิดความร้อนและส่งผลให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว เลือดจึงยิ่งมาคั่งบริเวณนั้นมากขึ้น ทำให้บวมยิ่งขึ้นอีกด้วย การรักษาที่ถูกต้องควรใช้ผ้าเย็นประคบ เพื่อทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว แล้วอาการบวมจะยุบ ลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความเย็นยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงด้วย หลังจากนั้นจึงทายาหม่องที่มีตัวยาระงับอาการเจ็บปวด ลดอักเสบ
12. ชอบจิบยาแก้ไอจากขวด อ้างว่ากินคนเดียว สะดวกดี ข้อเท็จจริงไม่ควรจิบยาแก้ไอจากขวดโดยตรง เพราะเชื้อโรคจากปากและคอจะลงไปปนในขวดยาได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยบางรายจะจิบยาแก้ไอทุกครั้งเมื่อไอ อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาด แม้อาจไม่เป็นอันตรายร้ายแรงนัก แต่หากเป็นยาแก้ไอที่มีตัวยาโคดีอีนเป็นส่วนผสม หรือยาแก้ไอน้ำดำ หากจิบอึกใหญ่เกินไปหรือถี่เกินไป อาจจะได้ปริมาณยามากเกินไปจนอาจกดการหายใจได้ นอกจากนี้ยาแก้ไอที่มีตัวยาโคดีอีนหรือยาแก้ไอน้ำดำ ยังมีอาการข้างเคียงส่งผลให้ง่วงนอนและมึนงงได้ จึงต้องหลีกเลี่ยงการทำงานกับเครื่องจักร จักรเย็บผ้า ขับรถ การใช้ยาที่ถูกต้องควรใช้ช้อนมาตรฐานตวงยารับประทานทุกครั้ง และมีช่วงห่าง 4-6 ชั่วโมงให้แน่นอน (1 ช้อนชา เท่ากับ 5 ซีซี, 3 ช้อนชา เท่ากับ 1 ช้อนโต๊ะ)
13. ลืมกินยามื้อหนึ่งรวบยอดไปมื้อถัดไป เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง การกินยาแบบรวบยอดไปมื้อถัดไป อาจส่งผลให้ได้รับยาเกินขนาด โดยเฉพาะในกลุ่มที่กินยาปฏิชีวนะหรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น เพราะหากระดับยาในเลือดสูง ๆ ต่ำ ๆ จะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร การใช้ยาที่ถูกต้อง หากลืมกินยามื้อหนึ่งควรกินทันทีเมื่อนึกได้ แต่ไม่ควรรวบเป็น 2 เท่าในมื้อถัดไป และควรกินยาอย่างสม่ำเสมอทุกวันตามเวลาที่กำหนดเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด

ที่กล่าวมาเป็นเพียงพฤติกรรมส่วนหนึ่งที่พบบ่อยในคนไทย ซึ่งผู้ป่วยและผู้ใช้ยาจะต้องช่วยกันดูแลตนเอง หากไม่เข้าใจหรือมีปัญหาจากการใช้ยา ควรขอคำปรึกษาจากเภสัชกร เพื่อลดปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยา โดยเฉพาะยาที่มีเทคนิคพิเศษ และยารักษาโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาหลายชนิด

สุขสาระ -มกราคม 2558




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่