ทุเรียนเทศ ทุเรียนน้ำ 



ทุเรียนเทศ ทุเรียนน้ำ


วันที่ 4 กรกฎาคม 2558


ทุเรียนเทศ หรือ ทุเรียนน้ำ มีชื่อเรียกอื่น ๆ คือ ทุเรียนแขก (ภาคกลาง) หมากเขียบหลดหรือหมากพิลด (ภาคอีสาน) ทุเรียนน้ำ (ภาคใต้) และ มะทุเรียน (ภาคเหนือ) เป็นพืชในวงศ์เดียวกับน้อยหน้าและกระดังงา ใบเดี่ยว กลีบดอกแข็ง มีกลิ่นหอมตอนเช้า ผลมีรูปร่างคล้ายทุเรียน มีหนาม เปลือกสีเขียว เนื้อสีขาว ฉ่ำน้ำ รสหวานอมเปรี้ยว เมล็ดแก่สีดำ ปลูกมากในแถบอเมริกากลางและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นพืชที่ชอบที่ที่มีความชื้นสูง

ทุเรียนเทศใช้กินเป็นผลไม้สด และนำมาแปรรูปเป็นผลไม้กวน เยลลี่ ไอศกรีม และซอส ในมาเลเซ๊ยนำไปทำน้ำผลไม้กระป๋อง เวียดนามนิยมทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น เมล็ดมีพิษ ใช้ทำยาเบื่อปลาและเป็นยาฆ่าแมลง ในทางโภชนาการ ทุเรียนเทศมีคาร์โบไฮเดรตมาก โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส วิตามินซี และวิตามินบี ผล ใบ และเมล็ดมีฤทธิ์ทางยา ใช้เป็นยาสมุนไพร ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซียใช้ใบในการฆ่าแมลงขนาดเล็ก ผลใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร และมีสารต้านอนุมูลอิสระ

ในเม็กซิโกและโคลัมเบีย ทุเรียนเทศเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานและใช้ทำขนม เช่นเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่ม aguafresca ซึ่งเป็นน้ำผลไม้ผสมนม ไอศกรีมทำจากทุเรียนเทศเป็นที่นิยม ในอินโดนีเซีย dodol sirsak ทำจากทุเรียนเทศโดยนำไปต้มในน้ำ เติมน้ำตาลจนกว่าจะแข็ง และนำไปทำน้ำผลไม้ปั่น ในฟิลิปปินส์เรียกทุเรียนเทศว่า guyabano ซึ่งน่าจะมาจากภาษาสเปน guanabana ซึ่งนิยมกินผลสุกและทำน้ำผลไม้ สมูทตี้ และไอศกรีม บางครั้งใช้ทำให้เนื้อนุ่ม ในเวียดนาม ทางภาคใต้เรียก mãngcầuXiêm ส่วนทางภาคเหนือเรียก mãngcầu ใช้กินสดหรือทำสมูทตี้ นิยมนำเนื้อไปปั่นใส่นมข้น น้ำแข็งเกล็ดหรือทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น ในมาเลเซียและอินโดนีเซียนิยมกินเป็นผลไม้เช่นกัน ในไทยสมัยโบราณนิยมนำผลอ่อนไปแกงส้ม หรือเชื่อมแบบเชื่อมสาเก ผลสุกกินเป็นผลไม้


ปัจจุบัน ทุเรียนเทศ หรือ ทุเรียนน้ำ กลายมาเป็นสมุนไพรยอดฮิตอยู่ในขณะนี้ ว่าสามารถขจัดโรคมะเร็งได้อย่างยอดเยี่ยม แถมยังออกฤทธิ์ดีกว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัดถึง 10,000 เท่า โดยไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง ทั้งยังไม่สร้างความเสียหายต่อเซลล์ส่วนอื่น ๆ ในร่างกายด้วย

สุขสาระ จึงขอนำความเห็นสองด้านของทุเรียนเทศมาฝากคุณผู้อ่าน เพื่อให้คุณผู้อ่านได้มีข้อมูล(พอสมควร) ในการตัดสินใจ

เริ่มด้วย งานวิจัยในแถบทะเลแคริบเบียนที่แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างการรับประทานทุเรียนเทศกับโรคพาร์กินสัน เพราะทุเรียนเทศมีสาร annonacin ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคนี้สูงในผลทุเรียนเทศสด1ผล มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดแผลในสมอง ทำให้มีอาการแบบพาร์กินสัน จึงควรหลีกเลี่ยงการกินผลทุเรียนเทศมากเกินไป

ทุเรียนเทศยังเป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ในยาที่ขายในตลาดในชื่อ Triamazonซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นยาในอังกฤษ
มีรายงานการวิจัยของประเทศกานา พบว่า หนูทดลองที่ได้รับสารสกัดใบทุเรียนเทศในปริมาณสูงมีผลต่อการทำงานของไต

มีงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า สารสกัดจากใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด ตับ ตับอ่อนและผิวหนังในหลอดทดลอง จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดมีฤทธิ์ระงับปวด ต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลและไขมันในเลือดของหนูที่เป็นเบาหวานได้ และมีรายงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า สารสกัดด้วยเอทานอลของใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของก้อนเนื้องอกผิวหนัง นอกจากนี้ สารสกัดยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของมะเร็งตับอ่อนและยังสามารถลดการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นได้ด้วย ซึ่งจากการแยกสารสำคัญที่มีอยู่ในทุเรียนเทศที่มีผลต่อเซลล์มะเร็งพบว่า คือ สารกลุ่ม annonaceousacetogenins

มีผลการศึกษาตีพิมพ์ในวารสารของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ(Journal of Natural Products) โดย มหาวิทยาลัยคาทอลิกของเกาหลีใต้ ระบุว่าหนึ่งในสารเคมีของ Graviola ที่ค้นพบ สามารถเลือกฆ่าเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มากกว่า10,000 เท่าของความแรงจากเคมีบำบัดที่ใช้กันทั่วไปที่ชื่อว่า Adriamycinรายงานยังระบุว่า Graviolaแสดงให้เห็นถึงการกำหนดเป้​​าหมายในการกำจัดเฉพาะเซลล์มะเร็ง แยกออกจากเซลล์ทั่วไปของร่างกาย โดยเซลล์ปกติจะไม่ถูกแตะต้องซึ่งแตกต่างจากยาเคมีบำบัดทั่วไปที่ไม่สามารถแยกแยะเป้าหมายเซลล์แต่อย่างใดแต่มีผลอย่างแรงต่อเซลล์อื่นๆ ด้วยเช่นกันทั้งหมด (เช่น กระเพาะอาหาร และเซลล์เส้นผม) ทำให้เกิดการทำลายล้างอย่างมาก มักจะมีผลข้างเคียงจาก อาการคลื่นไส้ ผมร่วงในผู้ป่วยโรคมะเร็ง น้ำหนักลด สภาพผิวหนังผิดรูป

ผลการศึกษาบางชิ้นระบุว่า ทุเรียนเทศนั้นมีประสิทธิภาพฆ่าเซลล์โรคมะเร็งได้ถึง 12 ชนิด ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ เต้านม ต่อมลูกหมาก มะเร็งปอดและมะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

แม้จะมีคำยืนยันจากผู้ป่วยว่าทุเรียนเทศสามารถรักษามะเร็งได้ แต่ผู้ป่วยควรระวังในการใช้ทุเรียนเทศ จากการที่มีผลวิจัยออกมาว่าการบริโภคผลทุเรียนเทศมากๆส่งผลให้เซลล์ประสาทถูกทำลายซึ่งจะเกิดอาการใกล้เคียงกับโรคพาร์กินสัน จึงมีคำแนะนำก่อนใช้ท่านควรปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลท่านเสียก่อน

วิธีชงชาใบทุเรียนเทศ และปริมาณที่แนะนำให้ใช้
-ล้าง ใบประมาณ 2-3ใบ (ใช้ใบแห้งดีกว่าใบสด)

-ใส่น้ำประมาณ1ถ้วยตวงในหม้อต้ม ต้มจนเดือด
- ฉีกใบทุเรียนเทศให้เป็นชิ้นเล็กๆในถ้วยชา เติมน้ำเดือดลงไป
- ทิ้งไว้ประมาณ 30นาที ถึงหนึ่งชั่วโมง
-สามารถดื่ม อุ่นหรือเย็น สามารถเติมน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสชาติ
-ควรดื่มก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง ก่อนอาหารสามมื้อติดต่อกัน1เดือนไม่หยุด จากนั้นถ้าต้องการดื่มต่อ ให้หยุด 10วัน แล้วทำซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลส่วนที่ได้ศึกษาข้างต้น ยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการนำสมุนไพรใบทุเรียนเทศมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง หากนำสารสกัดใบแห้งมาพัฒนาเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในด้านต่างๆ ได้แก่ ความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ และต่อเซลล์อวัยวะอื่นๆ เช่นเซลล์ไต ปอด ลำไส้ หัวใจ และประสาท เป็นต้น การพิสูจน์ฤทธิ์ต้านมะเร็งและความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง การแยกสารสำคัญในใบทุเรียนเทศ การศึกษาสารที่อาจก่อให้เกิดพิษ เนื่องจากมีบางรายงานของการศึกษากล่าวถึงความเป็นพิษของทุเรียนเทศต่อไตและสมองของสัตว์ทดลอง รวมถึงการเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างยาแผนปัจจุบัน กับสารสกัดใบทุเรียนเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่รับผิดชอบจะได้พิจารณาวางแผนดำเนินการศึกษาวิจัยตามความเหมาะสมต่อไป

สุขสาระ กุมภาพันธ์ 2558

เตือนภัยทุเรียนเทศรักษามะเร็ง





  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่