เรื่องน่ารู้กับหมอกษิดิษ -โรคซีมเศร้า


วันที่ 23 พฤษภาคม 2558


เมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวคราวของเด็กนักเรียนคนหนึ่ง ที่เป็นเด็กดีขยันเรียน และเรียนเก่ง แต่วันหนึ่งปรากฏว่าสอบได้คะแนนไม่ดีเท่าที่คาดหวังเอาไว้ เลยรู้สึกผิดหวังมาก และไปกระโดดตึกฆ่าตายในที่สุด

ข่าวนี้ คงทำให้หลายๆ คนสะเทือนใจไม่ใช่น้อย เพราะด้วยความเสียดายว่า คนเก่ง คนดี ที่น่าจะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ให้กับครอบครัวตนเองได้อย่างมากมายในอนาคต จะต้องมาจบชีวิตเสียง่ายๆ ด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อยในสายตาของเรา แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่ถึงขึ้นคอขาดบาดตายของเขาไปได้

แน่นอน ถ้าเป็นเราๆ ท่านๆ ก็คงจะไม่ทำอย่างนี้ เพราะเราก็น่าจะคิดได้ว่า ชีวิตยังมีหวัง พลาดแล้วแก้ไขใหม่ได้ ที่คิดอย่างนี้ เพราะเราเป็นคนธรรมดานั่นเอง แต่สำหรับรายนี้ เขาคิดไม่เหมือนเรา เนื่องจากเขาเป็นโรคชนิดหนึ่งอยู่ นั่นก็คือ โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า ไม่ใช่เป็นเพียงอารมณ์ แบบคนปกติ ที่เวลามีเรื่องผิดหวังหรือทำให้เสียใจ ก็จะเสียใจ และเศร้าได้บ้าง แต่ก็ไม่มากมายถึงขั้นฆ่าตัวตายแต่อย่างใด แต่คนที่เป็นโรคซึมเศร้าแล้วกลับแตกต่างกันออกไป เรื่องแม้แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้เขาเศร้าสุดขีดได้
ลักษณะสำคัญที่จะทำให้เราสงสัยได้ว่า คนๆ หนึ่งจะเป็นโรคซึมเศร้าได้ ก็มีดังต่อไปนี้คือ
- มีอารมณ์เศร้า เบื่อทุกๆ อย่าง นานต่อเนื่องกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับอาการดังต่อไปนี้สี่ข้อขึ้นไป
- เบื่ออาหาร ผอมลง
- นอนไม่หลับ
- กระวนกระวาย หรือซึมๆ เนือยๆ
- อ่อนเพลียง่าย
- รู้สึกผิด ไร้ค่า มองเห็นแต่อดีตที่ผิดพลาดของตนเอง รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ดูแย่ไปหมด ไม่มีใครช่วยอะไรได้ ไม่เห็นทางออก มองอนาคตไม่เห็น รู้สึกท้อแท้หมดหวังกับชีวิต
- ขาดสมาธิ หลงลืมง่ายๆ วางของไว้ที่ไหนก็นึกไม่ออก ญาติเพิ่งพูดด้วยเมื่อเช้าก็นึกไม่ออกว่าเขาสั่งว่าอะไร จิตใจเหม่อลอยบ่อย ทำอะไรไม่ได้นานเนื่องจากไม่มี ดูโทรทัศน์นานๆ ก็ไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือได้ไม่ถึงหน้า
- มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย เนื่องจากความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ความคับข้องใจ ทรมานจิตใจ เหล่านี้ทำให้เจ้าตัวคิดอยากไปให้พ้นๆ จากสภาพตอนนี้ ต่อมาจะเริ่มคิดอยากตายแต่ก็ยังไม่ได้มีแผนการอะไรที่แน่นอน เมื่ออารมณ์เศร้าหรือความรู้สึกหมดหวังมีมากขึ้น ก็จะเริ่มคิดเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอย่างไร ในช่วงนี้หากมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจก็อาจจะมีอารมณ์ชั่ววูบ และเกิดการทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตายขึ้นได้

ถ้าท่านเห็นญาติพี่น้อง หรือคนใกล้ตัว เป็นเช่นนี้ ท่านควรจะรีบนำเขาไปพบจิตแพทย์โดยด่วน เพราะคนเหล่านี้ มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงมาก ดังนั้น จึงต้องรีบรักษาก่อนอาการจะกำเริบมากถึงขั้นฆ่าตัวตายไป

เหตุที่จำเป็นต้องพบแพทย์ก็เพื่อให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ เนื่องจากมีโรคทางจิตเวชอื่นหลายโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า เช่นเดียวกันโรคทางร่างกายหลายโรคและยาบางตัวก็สามารถก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าได้เช่นกัน ผู้ป่วยบางคนอาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจากสาเหตุอื่นๆ ก็ได้ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความรู้ความชำนาญของจิตแพทย์พอสมควร บางครั้งมีบ้างเหมือนกันที่ผู้ป่วยมาด้วยอาการของโรคซึมเศร้า แต่พอรักษาไปได้ระยะหนึ่งเริ่มมีอาการของโรคทางกายให้เห็น พอส่งตรวจเพิ่มเติมก็พบเป็นโรคทางกายต่างๆ ไม่ใช่โรคซึมเศร้าก็มี

โรคซึมเศร้านี้หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็จะมีอาการดีขึ้นมาก อาการซึมเศร้า เช่น ร้องไห้บ่อยๆ หรือรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ จะกลับมาดีขึ้นจนผู้ที่เป็นบางคนบอกว่าไม่เข้าใจว่าตอนนั้น ทำไมจึงรู้สึกเศร้าไปได้ถึงขนาดนั้น ?

ข้อแตกต่างระหว่างโรคนี้กับโรคจิตที่สำคัญประการหนึ่งคือ ในโรคซึมเศร้าถ้าได้รับการรักษาจนดีแล้วก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ขณะที่ในโรคจิตนั้นแม้จะรักษาได้ผลดีผู้ที่เป็นก็มักจะยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่เหมือนแต่ก่อน ยิ่งหากมารับการรักษาเร็วเท่าไรก็ยิ่งจะอาการดีขึ้นเร็วเท่านั้น ยิ่งป่วยมานานก็ยิ่งจะรักษายาก

การรักษาที่สำคัญในโรคนี้คือการรักษาด้วยยาแก้เศร้าโดยเฉพาะในรายที่อาการมาก ส่วนในรายที่มีอาการไม่มาก แพทย์อาจรักษาด้วยการช่วยเหลือชี้แนะการมองปัญหาต่างๆ ในมุมมองใหม่ แนวทางในการปรับตัว หรือการหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความทุกข์ใจลง ร่วมกับการให้ยาแก้เศร้าหรือยาคลายกังวลเสริมในช่วงที่เห็นว่าจำเป็น

จะสังเกตได้ว่า เราจะแทบไม่เคยได้ข่าวเลยว่า มีมุสลิมคนไหน ฆ่าตัวตาย จากความผิดหวัง หรือสูญเสีย ทั้งนี้ เนื่องจากแนวทาง หรือแนวคิดของอิสลามที่ฝังอยู่ในตัวมุสลิมนั้น จะเป็นตัวป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุด แนวทางนั้นก็คือแนวทางที่ว่า พวกเราทุกคนตั้งแต่เกิดมา แท้จริงแล้ว เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ และไม่ได้มีอะไรเป็นของตัวเองเลย ของทุกๆ สิ่งที่เรามีเป็นเพียงของฝากที่พระผู้เป็นเจ้าได้ฝากไว้กับเรา เพื่อให้เราดูแลรักษาและใช้จ่ายในหนทางของอัลลอฮฺ ในแนวทางที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ และวันหนึ่งพวกเราทุกคนก็จะต้องกลับไปหาพระองค์ เพื่อรับการสอบสวนเกี่ยวกับสิ่งที่เราดูแลรับผิดชอบนั้น เมื่อเราคิดได้ดังนี้แล้ว เราก็จะไม่มีการสูญเสียใดๆ อีก เพราะสิ่งที่สูญเสียไปทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นทั้งสิ้น เราจะไม่มีการผิดหวังใดๆ อีก เพราะความหวังของเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้ แต่อยู่ในโลกหน้า ซึ่งเป็นโลกแห่งการตอบแทนสิ่งที่เราได้กระทำไป เราจึงอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขสงบ ไม่กระวนกระวาย แต่ก็ไม่เฉื่อยแฉะ เพราะเรามีหน้าที่ๆ จะต้องดูแลสิ่งของที่พระผู้เป็นเจ้าฝากเราไว้ และความหวังอันสูงสุดของเราก็คือ ดูแล ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพื่อความพึงพอพระทัยของพระองค์เพื่อการตอบแทนที่ดีต่อตัวเราในวันกิยามะฮฺนั่นเอง ดังคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัลบะกอเราะฮฺ อายะฮฺ 155-157 ที่ว่า

“และจงบอกข่าวดีแก่บรรดาผู้ที่อดทนทั้งหลาย ผู้ที่เมื่อพวกเขาประสบเคราะห์กรรมใดๆ พวกเขาจะกล่าวว่า แท้จริง พวกเรานั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ และแท้จริง พวกเรานั้นจะต้องกลับไปหาพระองค์ พวกเหล่านี้แหละที่พระองค์อัลลอฮฺ จะทรงสรรเสริญเขา เมตตาเขา และพวกเหล่านี้แหละ คือผู้ที่ได้รับทางนำ”

เรื่องโดย นพ.กษิดิษ ศรีสง่า
สุขสาระ กรกฎาคม 2551
ภาพจากอินเทอร์เน็ต






  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่