บริษัทชาวนาไทย 



บริษัทชาวนาไทย


วันที่ 15 พฤษภาคม 2558


ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจทั้งในตลาดโลกและตลาดภายในประเทศมีสูงมาก และในสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำเช่นปัจจุบัน ทุกบริษัทต่างดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และสิ่งหนึ่งที่มักจะกระทำคือการลดต้นทุน หากจะยังคงธุรกิจนั้นไว้ ฉะนั้น เราจึงจะเห็นได้ว่าบริษัทต่างๆ จำต้องลดพนักงานลง หรือไม่ก็ลดเวลาการทำงานลง ทั้งนี้เพื่อลดรายจ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนพนักงาน, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น

การทำนาก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันชาวนาอยู่ในสภาพต่างคนต่างทำ ทุกขั้นตอนของการทำจะต้องจ้างเกือบทั้งหมด ทำให้มีรายจ่ายสูง ชาวนาหลายรายไม่มีเงินทุนก็จำเป็นต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ หรือกู้เงินนอกระบบ เป็นเหตุให้มีหนี้สินมากมาย จนในที่สุดที่นาที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายก็ถูกยึด กลายเป็นผู้ที่สิ้นเนื้อประดาตัวในที่สุด

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องมีความจริงใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหาของชาวนา โดยจัดระบบการทำนาของชาวนาไทยเสียใหม่ และวิธีที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันคือการผลักดันให้ชาวนารวมกลุ่มตั้งเป็นบริษัท โดยในระยะแรกรัฐต้องให้การสนับสนุนด้านเงินทุนและบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านการทำธุรกิจ อบรมให้ความรู้แก่ชาวนา และเป็นพี่เลี้ยงไปจนกว่าชาวนาจะยืนอยู่ด้วยตัวของตัวเองได้

วิธีการโดยย่อคือการรวบรวมที่นาให้อยู่ในความดูแลของบริษัทที่ตั้งขึ้นให้ได้มากที่สุด จะเป็นในรูปของการเช่าจากเจ้าของนา หรือให้ชาวนาใช้ที่นาเป็นหุ้นของบริษัทก็ได้ โดยที่เจ้าของนายังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่นาเช่นเดิม และมีระบบการจัดการเช่นเดียวกับการทำธุรกิจเอกชน กล่าวคือชาวนาเป็นพนักงานของบริษัทที่อยู่ในระบบของธุรกิจ มีสวัสดิการ และมีการเสียภาษีเงินได้เช่นเดียวกับพนักงานบริษัททั่วไป โดยสังกัดฝ่ายผลิต ซึ่งนอกจากผลิตข้าวแล้วยังเป็นฝ่ายวิจัยและหาวิธีการเพื่อลดต้นทุนการผลิตด้วย มีฝ่ายการตลาด ที่คอยหาตลาดใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการจัด Promotion ต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดขาย นอกจากนี้ยังมีฝ่ายจัดซื้อ ที่จัดหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำนาเป็นของตนเอง เช่น รถไถ, รถเกี่ยว และโรงสี จัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพและราคาที่ถูก เป็นการทำนาแบบครบวงจร ซึ่งสะดวกต่อการจัดระบบการทำนา และการจัดสรรน้ำ เพราะผืนนาทั้งหมดอยู่ในความดูแลของบริษัท อีกทั้งการจัดจำหน่ายก็ไม่ต้องผ่านคนกลาง และที่สำคัญไม่ปล่อยให้ชาวนามีชีวิตอยู่ตามยถากรรม โดยไม่มีอำนาจแม้ตั้งราคาขายข้าวของตนเช่นปัจจุบัน

เชื่อว่าแนวคิดนี้ จะป้องกันมิให้ชาวนาที่ยังมีที่นาเป็นของตัวเองท้อแท้จนเลิกอาชีพการทำนา และขายที่นาให้นายทุน และที่น่าเป็นห่วงคือการขายที่นาให้กับนายทุนต่างชาติ ที่กำลังเป็นที่นิยมกระทำกันในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังเป็นฐานรองรับลูกหลานชาวนาที่กำลังตกงานจากภาคอุตสาหกรรม ได้มีอาชีพที่มั่นคง มีสวัสดิการตามความเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการดึงลูกหลานชาวนาที่พลัดพรากจากครอบครัวกลับคืนสู่ถิ่นกำเนิด ได้ใช้ชีวิตอยู่พร้อมหน้า พ่อ, แม่, ลูก, ปู่, ย่า, ตา, ยาย อย่างมีความสุขเช่นที่เป็นมาในอดีตอีกด้วย

สุขสาระ กันยายน 2552
ภาพจากอินเทอร์เน็ต




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่