ดอกพิกุล


วันที่ 10 พฤษภาคม 2558


“กลัวดอกพิกุลจะร่วง”หมายถึง อาการกิริยา นิ่งเงียบไม่ยอมพูดไม่ยอมปริปาก เอ่ยวาจา เป็นคำพังเพยสมัยโบราณ มาจากนิทานพื้นบ้าน เรื่องพิกุลทอง เป็นลูกติดพ่อ ถูกแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงกลั่นแกล้ง เทวดาสงสารเลยบันดาลให้ ถ้าพูดดีจะมีพิกุลทองร่วงมาจากปาก ส่วนลูกติดแม่เลี้ยงเทวดาบันดาลให้ถ้าพูดจาว่าร้ายจะมีหนอนร่วงมาจากปาก แม่เลี้ยงอยากได้ทองเลยบังคับให้พิกุลพูดไม่หยุด ก็เลยเป็นที่มาของสำนวนนี้

ดอกพิกุล นอกจากจะให้ความสวยงาม พร้อมกลิ่นหอมแล้ว ดอกพิกุลยังสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะสรรพคุณทางด้านยา

ดอกพิกุลเป็นไม้ต้นขนาดกลางมีขนาดความสูงอยู่ที่ประมาณ 8 – 15 เมตร มียอดที่เป็นแบบแน่นทึบในขณะที่เปลือกต้นมีสีน้ำตาลเทา และมีรอยแตกระแหงตามแนวยาว ใบของต้นพิกุลเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงกันเป็นแบบสลับ มีลักษณะเป็นใบมนรูปไข่ หรือรูปไข่แกมหอก กว้างประมาณ 2 – 5 เซนติเมตร และยาว 5 – 10 เซนติเมตร

ดอกของต้นพิกุลจะออกตลอดและส่งกลิ่นหอมทั้งปี ขณะที่จะเกิดขึ้นเป็นกระจุกตามง่ามและตามยอด มีสีขาวปนเหลือง ภายในมีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว โดยส่วนที่ใช้นำมาเป็นสรรพคุณทางยาคือ ดอก เปลือก เมล็ด แก่นที่รากและใบ

สรรพคุณทางยาของต้นพิกุล
ดอกสด – ดอกสดของต้นพิกุลสามารถที่จะนำมาทำเป็นเครื่องสำอางหรือยาหอม พร้อมทั้งยังสามารถที่จะบรรเทาอาการท้องเสียได้อีกด้วย
ดอกแห้ง – ดอกพิกุลแห้งสามารถนำมาทำเป็นยาบำรุงหัวใจแก้อาการต่าง ๆ ทั้ง ปวดหัว เจ็บคอ รวมไปจนถึงการขับเสมหะ
ผลสุก – ผลของต้นพิกุลสามารถนำมารับประทานแก้อาการปวดศีรษะและแก้โรคในช่องปากเช่น ลำคอ และปาก เป็นต้น
เปลือก – เปลือกของต้นพิกุลสามารถนำมาเป็นยาอมแก้อาการเจ็บคอ รักษากลิ่นปากรวมไปถึงการแก้เหงือกบวม เป็นต้น
เมล็ด – นำมาตำแล้วสอดใส่ทวารของเด็กสามารถแก้อาการท้องผูกได้
ใบ – ใช้ฆ่าพยาธิ
แก่นที่ราก – สามารถนำมาทำเป็นยาบำรุงหัวใจรวมไปจนถึงการบำรุงโลหิตและขับลมได้

จะเห็นได้ว่าทุกส่วนของต้นพิกุลสามารถนำมาใช้ผลิตเป็นยาได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพร ผู้ใช้จำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูลให้ถ่องแท้ก่อนนำมาใช้ เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

สุขสาระ มีนาคม 2558




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่