เรื่องน่ารู้กับหมอกษิดิษ กาฬโรค ความน่าสะพรึงกลัว


วันที่ 17 เมษายน 2558


เรื่องน่ารู้กับหมอกษิดิษ-กาฬโรค ความน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะกลับมา
มีข่าวเกี่ยวกับสุขภาพข่าวหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นก็คือข่าวพบคนเป็นกาฬโรคปอดในประเทศจีน ที่เมืองซิเข่อตัน มณฑลซิงไห่และเป็นกันหลายคน จนในที่สุดทางการจีนต้องประกาศปิดเมือง เพื่อสู้กับการระบาดครั้งใหม่ น่าจะเป็นข่าวหนึ่งที่พวกเราควรต้องสนใจกัน ที่ต้องสนใจก็เพราะกาฬโรคนั้นเป็นหนึ่งในห้าของมหาอำนาจโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดขึ้นในโลกของเรานี้ ได้แก่ อหิวาตกโรค, โรคไข้เหลือง, ไข้ทรพิษ, กาฬโรค และโรคซาร์สซึ่งเป็นน้องใหม่ล่าสุด โดยเฉพาะกาฬโรคนั้น มีการระบาดทั่วโลกติดต่อกันมาแล้วหลายครั้ง มีคนตายหลายสิบล้านคน เรียกได้ว่า ไข้หวัดสเปนยังต้องชิดซ้ายให้เลยทีเดียว

กาฬโรคที่ระบาดกันมาแล้วหลายครั้งนั้น เริ่มตั้งแต่การระบาดครั้งที่ 1 ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 เรียกว่า Plague of Justinian โดยเริ่มระบาดจากประเทศอียิปต์ไปสู่ทวีปยุโรปทำให้มีคนเสียชีวิตถึงวันละหมื่นคนเฉพาะที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (อิสตันบูล) เมืองเดียว และมีการระบาดติดต่อกันเป็นระยะเวลาประมาณ 50 ปี ทำให้มีคนเสียชีวิตหลายล้านคน

การระบาดครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 14 เรียกว่า The Black Death (กาฬมรณะ) เริ่มจากอินเดียมาจีน, อียิปต์และเข้าสู่ยุโรปในที่สุด มีคนตายมากมาย โดยที่ลอนดอนเรียกว่า The Great Plague of London ทำให้มีคนตายมากกว่า 60,000 คน จากประชากรทั้งหมด 450,000 คน การระบาดครั้งนั้น มีคนตายรวมประมาณ 25 ล้านคน

การระบาดครั้งที่สาม เมื่อปี ค.ศ. 1896 มีการระบาดไปทั่วโลก ทั้งเอเชีย, แอฟริกา, ยุโรป และอเมริกา มีคนตายมากมายเช่นกัน แต่ก็น้อยลง เนื่องจากเริ่มมีการรู้จักโรคนี้มากขึ้น มีการทราบสาเหตุว่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Yersinia pestis เมื่อปี ค.ศ. 1894 ก่อนการระบาดใหญ่สองปี ทำให้การป้องกันรักษาทำได้ดีขึ้น คนจึงเสียชีวิตกันน้อยลงไป ในเมืองไทยเรา พบว่ามีรายงานโรคนี้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2447 และครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2495 มีผู้ป่วยสองราย ตายหนึ่งราย

กาฬโรคเป็นโรคระบาดที่ติดต่อกันโดยเชื้อแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในท้องของหมัดหนู เมื่อหมัดหนูมากัดคนเพื่อดูดเลือด ก็จะสำรอกเอาเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวเข้ามาอยู่ในตัวคนๆ นั้นด้วย คนจึงติดโรค หลังจากถูกกัดได้ประมาณห้าวัน ก็จะมีอาการไข้หนาวสั่น อ่อนเพลีย มีต่อมน้ำเหลืองโตเกิดขึ้นทั่วตัว เรียกว่า Bubonic plaque ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เชื้อก็จะกระจายจากต่อมน้ำเหลืองลามไปทั่วตัว กลายเป็นติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในที่สุด

การติดอีกวิธีหนึ่งเกิดโดยการไอ หรือจามของผู้ที่มีเชื้ออยู่ในปอด เชื้อก็จะหลุดออกมาไปสู่อากาศและสู่ทางเดินหายใจของผู้อื่น ทำให้กลายเป็นการติดเชื้อกาฬโรคทางเดินหายใจเรียก Pneumonic plaque ถ้าหากว่าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจจะเสียชีวิตได้ภายใน 24-48 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

เนื่องจากปัจจุบัน โลกได้แคบลง การติดต่อ การค้าขายระหว่างกันมีมากขึ้น ผู้คนพบปะกันมากขึ้น สินค้าจากเมืองสู่เมือง ประเทศสู่ประเทศมีมากขึ้น โอกาสของหนูเมืองหนึ่งรวมทั้งหมัดหนู ที่จะย้ายประเทศจึงมีสูงยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ที่มีการค้าขายกับจีนและการขนส่งสินค้าไปมาเป็นจำนวนมาก ผ่านมาทางเชียงใหม่, พม่า, ลาว ฯลฯ ซึ่งแน่นอน การตรวจตราก็มักจะดูของที่ถูกต้องตามพิกัดภาษีหรือไม่เป็นหลัก มักไม่ค่อยมีความสนใจที่จะตรวจตราเกี่ยวกับหนูที่อยู่ในลังที่ติดมาด้วยนัก หรือหากสนใจ พวกหนูก็สามารถจะวิ่งหนีไปโดยง่าย ไม่ยอมอยู่ให้ตรวจ ดังนั้น การเฝ้าระวังรักษาจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากพอสมควรและค่อนข้างเสี่ยง การหวังเพียงให้รัฐบาลช่วยอาจจะสายเกินไปและมักต้องรอให้มีคนตายสักรายสองรายเสียก่อนเสมอจึงจะมีมาตรการที่เข้มงวดออกมา

ต่างจากกฎเกณฑ์ทางศาสนาอิสลาม ที่มีการห้ามไว้ชัดเจนว่า “เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นที่เมืองใด ห้ามมิให้คนนอกเมืองเข้าไปในเมือง และคนที่อยู่ในเมืองก็ห้ามออกมาข้างนอก” ซึ่งก็คือการปิดเมืองนั่นเอง และถือว่าผู้ที่ตายจากโรคระบาด เป็นการตายชะฮีด หรือการพลีชีพเพื่อศาสนา ทำให้คนที่อยู่ข้างในเกิดความอดทนที่จะอยู่ได้ ซึ่งนับได้ว่า เป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด และได้ผลที่สุด และขณะนี้ประเทศจีนก็กำลังกระทำอยู่ แต่จะได้ผลเช่นไรนั้นไม่อาจจะบอกได้ เนื่องจากผู้ที่อยู่ในเมืองนั้นมีการพยายามหนีออกมาตลอด เพราะเป็นการควบคุมด้วยกฎหมาย แต่ไม่ได้ใช้หลักศาสนานั่นเอง

ดังนั้น พวกเราเองจึงต้องช่วยกันระวังตัว โดยใช้วิธีป้องกันแบบครอบจักรวาล นั่นก็คือ เราต้องคิดว่า ทุกๆ แห่ง ทุกๆ ที่ ทุกๆ คน มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคได้เสมอ ดังนั้น เมื่อจับต้องสิ่งใดแล้วต้องล้างมือไว้ตลอด ระวังการพูดจากันใกล้ๆ การไอ, จาม รดกัน รักษาความสะอาดในครัวเรือน กำจัดหนู กำจัดขยะที่เป็นอาหารของหนู และไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีไข้ ก็จะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเราเองครับ วัสสลามฯ

โดย นพ.กษิดิส ศรีสง่า
สุขสาระ กันยายน 2552
ภาพจากอินเทอร์เน็ต




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่