ต้อหิน


วันที่ 15 เมษายน 2558


ต้อหิน เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคต้อ ที่พบบ่อยๆ แต่ต้อหิน เป็นต้อเพียงชนิดเดียวที่ไม่มีตัวต้อให้เห็น โดยปกติลูกตาจะมีการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงภายใน ซึ่งสร้างจากบริเวณด้านหลังของม่านตา แล้วไหลออกมาทาง
ช่องด้านหน้า ก่อนที่จะระบายออกไปทางท่อระบายบริเวณมุมตา ในภาวะปกติ ปริมาณของน้ำหล่อเลี้ยงที่สร้างขึ้นจะสมดุลกับปริมาณที่ไหลออกจากลูกตา ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการคั่งค้างของน้ำภายในลูกตา ความดันภายในก็ปกติ แต่ถ้าหากมีการอุดตันบริเวณที่ท่อระบาย จะทำให้ความดันภายในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นได้ ซึ่งถ้าเพิ่มขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ขั้วประสาทถูกทำลาย จนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น

โรคต้อหินเป็นสาเหตุตาบอดอันดับที่สองของโลก ต้อหินพบทั่วโลกถึง 70 ล้านคน และประมาณ 10% ของผู้ป่วยหรือประมาณ 6.7 ล้านคนต้องตาบอด ในประเทศไทยมีผู้ป่วยประมาณ 2.5-3.8% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ป่วยประมาณ 1.7-2.4 ล้านคน

ต้อหินส่วนใหญ่แล้วไม่ปรากฏอาการใด จะทราบได้ด้วยการตรวจลานสายตาเท่านั้น ผู้ที่ตรวจพบเป็นต้อหินในระยะแรกๆ นั้น สายตาจะยังปกติอยู่ ไม่มีอาการปวด หรือผิดปกติใดๆ แต่เมื่อโรคนี้ลุกลาม ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกถึงการมองเห็นที่เปลี่ยนไป โดยจะมองเห็นวัตถุที่อยู่ข้างหน้าได้ชัดดี แต่จะไม่เห็นวัตถุที่อยู่ข้างๆ ซึ่งหมายความว่า ลานสายตาของผู้ป่วยแคบลง และถ้าไม่ทำการรักษา อาการของโรคจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนทำให้ลานสายตาแคบลงมากขึ้น จนสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด เมื่อไปตรวจตาถ้าความดันลูกตาเกิน 20.0 มิลลิกรัมปรอท มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นต้อหิน

กลุ่มเสี่ยงได้แก่
1. ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อหิน
2. ผู้มีวัยสูงกว่า 40 ปี โดยปกติคนวัย 65 ปีขึ้นไป จะเกิดโรคต้อหินได้ประมาณ 1 ในทุก 20 คน
3. ผู้เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังมีรายงานระบุว่าความเข้มข้นของเลือดที่ผิดปกติอาจสัมพันธ์กับโรคต้อหิน โรคของเส้นเลือดที่เกี่ยวข้องกับภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น โรคลูปัส ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะมีความผิดปกติของเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงขั้วประสาทตา และทำให้เกิดเป็นโรคต้อหินได้
4. ผู้มีภาวะสายตาสั้นมากๆ
5. ผู้ที่ดวงตาเคยเป็นแผล
6. ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
7. ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ลูกตามาก่อน และโรคตาบางชนิด

ต้อหินมีสี่ประเภท คือ
1. ต้อหินเรื้อรัง หรือ ต้อหินมุมเปิด ซึ่งพบมากที่สุดและเป็นกรรมพันธุ์ เกิดจากการที่แรงดันสะสมเพิ่มขึ้นทีละน้อยเป็นเวลานาน และทำลายการมองเห็นจากรอบนอกสู่ศูนย์กลางดวงตา
2. ต้อหินแบบเฉียบพลัน หรือ ต้อหินมุมปิด จะสร้างความเจ็บปวดรุนแรง และสายตาจะพร่ามัวฉับพลัน เนื่องจากความดันภายในลูกตาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมองไปที่ดวงไฟจะเห็นเป็นวงกลมจ้ารอบดวงไฟ อาจมีอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้ร่วมด้วยตาแดงทันทีทันใด กระจกตาบวมหรือขุ่นเมื่อเกิดอาการดังกล่าวควรไปพบจักษุแพทย์ทันที
3. ต้อหินแบบชั่วคราว หรือ ต้อหิน secondary เกิดจากแผลในดวงตา ตาอักเสบ เนื้องอก ตาบวม หรือแม้กระทั่งยาบางชนิด เช่น ยาหยอดตาบางชนิดที่มีสารสเตียรอยด์
4. ต้อหินโดยกำเนิด เป็นต้อหินประเภทสุดท้าย ซึ่งพบได้น้อยมาก

การรักษา-โรคต้อหินไม่สามารถรักษาให้หายขาดแต่สามารถควบคุมได้ ต้องติดตามการรักษาต่อเนื่อง การรักษาโดยการใช้ยาทั้งชนิดหยอดและรับประทาน ซึ่งต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมความดันลูกตาอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ไปทำลายขั้วประสาทตาและลานสายตารวมทั้งการมองเห็น หรือใช้อาร์กอนเลเซอร์ ซึ่งเป็นเลเซอร์ ที่มีพลังงานสูง โดยจะฉายแสงไปที่บริเวณมมของช่องด้านหน้าลูกตา เพื่อเปิดให้ของเหลวไหลออกไปสู่ระบบไหลเวียนลูกตาได้สะดวกขึ้น และสุดท้ายคือการผ่าตัด เพื่อเปิดทางให้ของเหลวไหลออกจากตาได้อย่างสะดวก ซึ่งมักจะทำเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้วิธีอื่นๆ

ข้อมูลสำคัญ โรคต้อหิน สามารถทำได้หากตรวจพบในระยะเริ่มแรกและมีการรักษาอย่างถูกต้อง ที่อันตรายที่สุดคือ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตาจะบอดในที่สุด

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นต้อหิน จะต้องตรวจวัดความดันลูกตาทุกสัปดาห์ ทุกเดือนจนกระทั่งความดันในตากลับสู่ปกติ ให้ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าความดันลูกตากลับสู่ปกติ จะหยุดเมื่อแพทย์สั่งให้หยุด ให้ใช้ยาเวลาที่สะดวกที่สุด เช่นหลังตื่นนอน หรือก่อนนอน หากท่านลืมหยอดยา ให้หยอดยาทันที่ที่นึกขึ้นได้ หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ เตรียมยาสำรองหากต้องเดินทาง จดชื่อยาที่ใช้รวมทั้งขนาดที่ใช้ไว้กับตัว ปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการหยอดยาที่ถูกต้อง จดตารางการหยอดยา และยารับประทานไว้ที่ๆมองเห็นได้ง่าย ต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียง เมื่อไปพบแพทย์ท่านอื่นต้องบอกว่าท่านเป็นต้อหินและกำลังใช้ยาอยู่ หากมีอาการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตาต้องรายงานแพทย์ ไปตามแพทย์นัด และให้แพทย์นัดครั้งต่อไป หากไม่ได้ใช้ยาต้องบอกแพทย์ทุกครั้ง

สุขสาระ-กรกฎาคม 2557




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่