มาช่วยกันทำให้ “บ้าน”ปลอดบุหรี่


วันที่ 1 เมษายน 2558


มาช่วยกันทำให้ “บ้าน”ปลอดบุหรี่
บ้านเป็นชุมชนที่มีผู้ใหญ่และเด็กปะปนกันอยู่ แต่กฎหมายไม่สามารถกำหนดให้บ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดบุหรี่ได้

ทำไมบ้านต้องปลอดบุหรี่
เพราะว่าบ้านเป็นแหล่งเพาะบ่มพฤติกรรมที่ดีและไม่ดี
เพราะว่าควันบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และในบ้านของเราเป็นสถานที่เดียวที่เด็กใช้เวลาอยู่นานที่สุด องค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่าทุกวันนี้มีเด็กเกือบ 700 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรเด็กทั่วโลก หายใจเอาอากาศปนเปื้อนควันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในบ้าน

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง พฤติกรรมและความคิดเห็นต่อการสูบบุหรี่ในบ้าน พบว่า พ่อบ้าน (ที่สูบบุหรี่) ร้อยละ 80.4 เห็นด้วยกับการรณรงค์ให้ “บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่” เนื่องจากเห็นว่าเป็นการรักษาสุขภาพคนในครอบครัว ทำให้ไม่เกิดการเลียนแบบ สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ประหยัดค่าใช้จ่าย ขณะที่ร้อยละ 80.4 ของพ่อบ้านระบุว่าตนเองสูบบุหรี่ที่บ้าน เหตุผลเพราะความเคยชิน รู้สึกว่าอยากจะสูบก็สูบ (ตามใจ) ไม่รู้ว่าจะไปสูบที่ใด เป็นสถานที่ที่สะดวก และเห็นเป็นที่ส่วนตัว ในขณะที่ร้อยละ 19.6 ระบุว่าไม่ได้สูบบุหรี่ที่บ้าน เหตุผลเพราะมีเด็กที่บ้าน ไม่อยากให้มีกลิ่นที่บ้าน ภรรยาไม่ให้สูบ และไม่อยากให้ครอบครัวรู้ว่าสูบบุหรี่ พ่อบ้านร้อยละ 90.8 และแม่บ้านร้อยละ 94.1 ทราบมาก่อนว่า “ผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองมีโอกาสได้รับอันตรายหรือเกิดโรคต่างๆ เช่นเดียวกับผู้สูบบุหรี่”

ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการรับควันบุหรี่มือสองมากถึงปีละ 6 แสนคน โดยเกิดจากการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคหืด, มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นผู้หญิงและเด็กเกินกว่า ½ หนึ่ง ทั้งๆ ที่ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย!

คนไทยวันนี้สูบบุหรี่ถึง 10 ล้านคน ถ้าในบ้านหนึ่งหลังมีคนอาศัยอยู่ 4-6 คน และมีผู้สูบบุหรี่เพียง 1 คน จะมีคนได้รับอันตรายจากควันบุหรี่มือสองถึง 40-60 ล้านคนทีเดียว

เราจะปล่อยพฤติกรรมไม่ดีมาบ่มเพาะลูกหลานของเราทุกวันหรือว่าจะหยุดมัน ด้วยการทำให้บ้านเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ...เรื่องแรกๆ ที่ต้องทำคือทำให้บ้านปลอดบุหรี่

สุขสาระระ-เมษายน 2558
เลิกบุหรี่เริ่มที่บ้าน




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่