เมื่อบริษัทบุหรี่ฟ้องรัฐบาลไทย


วันที่ 14 พฤษภาคม 2557


เมื่อบริษัทบุหรี่ฟ้องรัฐบาลไทย

ฮากีม

เรื่องประหลาดที่ไม่ประหลาดคือเรื่องที่สมาคมการค้าบุหรี่ไทย และบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุข ต่อศาลปกครอง เพื่อให้เลื่อนประกาศกระทรวงที่ให้เพิ่มขนาดภาพคำเตือนให้ใหญ่ขึ้นจากเดิมจาก 55% เป็น 85% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ต.ค.นี้ โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถดำเนินการซื้อเครื่องจักรตามเงื่อนไขเพิ่มพื้นที่คำเตือนได้ทัน และ ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนประกาศดังกล่าว โดยอ้างว่า สธ.ทำเกินอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายแม่บทกำหนด และยังกล่าวหาว่าการออกประกาศดังกล่าว ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 57 วรรค 2 เนื่องจาก สธ.ไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย จริงๆ


เรื่องที่ไม่ประหลาดนี้สรุปได้ว่า ผู้ค้าบุหรี่กลัวว่าการขยายภาพคำเตือนให้ใหญ่ขึ้นนั้นจะมีส่วนทำให้ยอดขายบุหรี่ของตนลดลง และกลายเป็นสินค้าที่น่าขยะแขยงมากขึ้น ส่วนเรื่องที่ว่าผิดขั้นตอนรัฐธรรมนูญปี 50 นั้น นักกฎหมายชี้แจงว่า ตามกฎหมายกำหนดว่าการรับฟังความคิดเห็นจะต้องเป็นโครงการของรัฐเท่านั้น


กรณีที่บริษัทบุหรี่บอกว่าผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ต.ค.นี้ จะเป็นภาระในการคืนสินค้า ทางกระทรวงเหมือนรู้ทัน ก็ได้แก้ปัญหาโดยการยืดเวลาให้อีก 90 วัน เพื่อให้สามารถระบายสินค้าเดิมได้ โดยบริษัทบุหรี่จะสามารถขายบุหรี่รูปแบบเก่าได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคมเท่านั้น และตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2556 จะต้องเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด


น.ส.บังอร ฤทธิภักดี ผู้อำนวยการเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบในอาเซียน กล่าวว่า “หากบริษัทบุหรี่จะฟ้อง สธ.ไทยก็คงไม่ต่างจากการฟ้องในประเทศอื่นๆ ซึ่งล้วนฟังไม่ขึ้น โดยเฉพาะที่บอกว่าทำให้บริษัทเสียหาย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วบริษัทบุหรี่ 6 บริษัทใหญ่ทั่วโลก มีกำไรสุทธิรวมกันถึง 35,000 ล้านเหรียญ หรือ 175,000 ล้านบาท เท่ากับกำไรของโค้ก ไมโครซอฟท์ และแมคโดนัลด์ รวมกัน ขณะที่ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินไปกับการรักษาโรคที่เกิดจากบุหรี่ถึงปีละ 52,000 ล้านบาท หรือ 0.5% ของจีดีพี โดยในประเทศไทยยังมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากการสูบบุหรี่อีกปีละ 50,700 คน”


ย้ำครับ..ว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ถึงปีละ 50,700 คน หรือวันละ 139 คน หรือ ชั่วโมงละ 6 คน !!


บริษัทบุหรี่เคยฟ้องรัฐบาลออสเตรเลียและอุรุกวัย ที่กำหนดมาตรการให้พิมพ์คำเตือนขนาดใหญ่บนซองบุหรี่ แต่ก็แพ้คดี ทำให้ออสเตรเลียมีขนาดภาพคำเตือนเฉลี่ย 87.5% และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2555 ส่วนอุรุกวัยใช้ภาพคำเตือนขนาด 80% ตั้งแต่ปี 2553


ดังนั้นถ้าดูเจตนากันจริงๆ จะเห็นว่า สิ่งที่บริษัทบุหรี่ต้องการดูเหมือนจะเป็นความพยายามที่จะชะลอคำประกาศกระทรวงออกไป เพื่อสะสมกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าเหตุอื่น


ด้วยกระแสต้านบุหรี่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย อย่างไรเสียประกาศกระทรวงสาธารณสุขของไทยก็จะถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง


องค์การอนามัยโลกมีคำขวัญเกี่ยวกับบุหรี่ไว้ว่า “Tobacco: Deadly in any form of disguise” หมายความว่า “บุหรี่ ทุกประเภท นำสู่ความตาย” แปลใหม่ได้ความว่าผู้ขายบุหรี่ คือผู้ขายความตาย? เพราะบุหรี่เป็นฆาตกรเลือดเย็นที่ค่อยๆ ทำลายร่างกายที่ละเล็กที่ละน้อย สุดท้ายผู้เสพก็เจ็บปวดทรมาน แม้กระทั่งหายใจ “ก็เหนื่อยเหลือเกิน!”



สุขสาระ สิงหาคม 2556




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่