หมวกกันน็อก


วันที่ 22 มกราคม 2558


ในปี 2552 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 10,717 คน หรือเฉลี่ยวันละ 30 คนโดยกว่า 70% เกิดขึ้นกับรถจักรยานยนต์ เฉลี่ยแล้วมีผู้ขับขี่และซ้อนท้ายเสียชีวิตวันละ 24 คน หรือชั่วโมงละ 1 คน และเฉลี่ยทุก 2 ชั่วโมงจะมีผู้พิการเพิ่มขึ้น 1 คน

ต้นปี 2547-2549 ยอดขายรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านคันต่อปี ในปี 2552 ประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมทั้งสิ้น 16-17 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนของการถือครองรถจักรยานยนต์ต่อประชากร 4 คนต่อคัน

ผลงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศยืนยันว่า “หมวกกันน็อก” ช่วยลดการบาดเจ็บที่ศีรษะ ความพิกลพิการของร่างกาย ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ตลอดจนลดอัตราการเสียชีวิต แต่จากการศึกษาและสำรวจอัตราการสวมหมวกกันน็อกในประเทศไทยพบว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ คือมีคะแนนอยู่ที่ 4 จาก 10 คะแนน

ข้อมูลของมูลนิธิไทยโรดส์ ล่าสุด พบว่า มีผู้สวมหมวกกันน็อกขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ 60% แต่มีผู้ซ้อนท้ายสวมหมวกกันน็อกอยู่เพียง 30%

ข้อมูลการเฝ้าระวังการบาดเจ็บของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล มีผู้ขับขี่เพียง 14% และผู้ซ้อนท้ายเพียง 4.7% ที่สวมหมวกกันน็อก โดยครึ่งหนึ่งของการบาดเจ็บรุนแรงจากรถจักรยานยนต์เป็นการบาดเจ็บที่ศีรษะ

ผลการสำรวจในประเทศไทย พบว่า การสวมหมวกกันน็อกช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ประมาณ 72% ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ถึง 39% (ขึ้นอยู่กับความเร็วของรถจักรยานยนต์ในขณะขับขี่) นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ขับขี่ที่สวมหมวกกันน็อกมีอัตราการตายน้อยกว่าผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกถึง 38% ขณะที่ผู้ซ้อนท้ายที่สวมหมวกกันน็อก มีอัตราการตายน้อยกว่าผู้โดยสารที่ไม่สวมหมวกกันน็อกถึง 58%

หมวกกันน็อกถูกออกแบบมาให้สามารถจัดการกับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากการชน มีลักษณะกลมคล้ายกะโหลก ผิวแข็งเรียบ ส่วนใหญ่ผลิตจากวัสดุพลาสติกชนิด ABS ขั้นตอนการผลิตมีการเติมสารลดการติดไฟเพื่อป้องกันการติดไฟของเปลือกหมวกกันน็อก การที่หมวกกันน็อกมีสีเข้มสดหรือมีแถบสะท้อนแสงนั้นเพื่อให้สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ช่วยป้องกันอันตรายแก่ผู้สวมใส่ เช่น รองในหมวก กะบังหน้า สายรัดคาง แผ่นปิดหู แผ่นปิดหลังและคอ เป็นต้น

ปี 2554 เป็นปีแห่งการรณรงค์ส่งเสริมการสวมใส่หมวกกันน็อกแบบ 100% เพื่อความปลอดภัยทางท้องถนน ผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายจึงควรให้ความร่วมมือในการสวมหมวกกันน็อก เพื่อความปลอดภัยของตนเอง อย่าไปคิดง่ายๆ ว่าใส่แล้วผมจะเสียทรง ผู้ขับขี่ควรสวมหมวกกันน็อก แม้จะทำให้ผมเสียทรง ดีกว่าต้องเสียกะโหลกศีรษะไป!

สุขสาระ-มีนาคม 2554




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่