มุสลิมกับการสูบบุหรี่ ตอนที่ 3


วันที่ 14 มกราคม 2558


ด้วยหลักฐานทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ รัฐบาลในหลายๆ ประเทศบังคับให้บริษัทผู้ผลิตบุหรี่พิมพ์คำเตือนเกี่ยวกับอันตรายของมันไว้บนซอง ถ้าบุหรี่ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพจริง ไม่มีทางที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่จะยอมปฏิบัติตาม เพราะโดยธรรมชาติของการทำธุรกิจ อย่าว่าแต่พูดถึงโทษหรืออันตรายของสินค้าเลย แม้แต่จุดอ่อนก็ไม่อยากเอ่ยถึง มีแต่จะโฆษณาคุณภาพเกินความเป็นจริง

หลักฐานทางการแพทย์เหล่านี้จึงนำมาประยุกต์เข้าบัญญัติของอิสลามได้เป็นอย่างดีเพื่อการตัดสินว่าการสูบบุหรี่หะราม องค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ทรงห้ามการทำลายตัวเอง ดังโองการจากอัลกุรอาน (3:29) ที่ว่า “ห้ามสูเจ้าฆ่าตัวตาย เพราะแท้จริงอัลลอฮฺกรุณาต่อสูเจ้ายิ่ง” ท่านศาสนทูตมูฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้กล่าวไว้อีกว่า “อย่าทำร้ายตนเองและผู้อื่น” นอกจากนี้ องค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ ทรงให้ยกเว้นแม้แต่การอาบน้ำละหมาดสำหรับผู้ป่วยที่จะทำการละหมาด หากว่าการอาบน้ำละหมาดจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

นอกเหนือจากข้อบัญญัติห้ามในด้านการทำร้ายร่างกายแล้ว ยังมีข้อห้ามในเรื่องการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย การสูบบุหรี่เท่ากับเป็นการเผาทรัพย์สินให้หายไปเป็นเถ้าและควัน พร้อมกับนำโรคภัยมาสู่ตัวเอง

กล่าวโดยสรุป มีหลักฐาน 5 อย่างในบัญญัติอิสลามที่ใช้ในการตัดสินว่าการสูบบุหรี่หะราม
1. เป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนเอง
2. เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ที่อยู่ใกล้เคียง
3. เป็นสิ่งเสพติด
4. ก่อความรำคาญแก่ผู้อยู่ใกล้เคียง
5. เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย

ผู้ที่มีโอกาสไปประกอบพิธีฮัจญ์ในระยะ 4-5 ปีหลังนี้คงจะสังเกตเห็นว่า รัฐบาลซาอุดิอารเบียได้ทำการรณรงค์อย่างจริงจังในการต่อต้านการสูบบุหรี่ ทุกๆ ปี จะเห็นป้าย “Tobacco Free Haj” (พิธีฮัจญ์ปลอดบุหรี่) ขนาดใหญ่ ติดอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆทั่วไป ในมักกะฮฺ มีนา และมะดีนะฮฺ เพราะรัฐบาลตระหนักถึงผลร้ายของการสูบบุหรี่ รวมถึงการก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะในภาวะที่มีผู้ประกอบพิธีฮัจญ์อยู่รวมกันอย่างแออัด

คนติดบุหรี่จะเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างไร?

คำแนะนำที่จะให้ในที่นี้ เป็นวิธีการที่ไม่ต้องใช้ยาช่วย แต่เป็นการใช้ความตั้งใจและกำลังใจเสียมากกว่า ก่อนที่จะให้คำแนะนำ ผมขอยกตัวอย่างของผู้ที่เลิกบุหรี่สำเร็จในกรณีต่างๆ(โดยไม่ต้องใช้ยา) มาให้พิจารณา

*ตัวอย่างที่ 1 ในปี 2522 ผมได้มีโอกาสไปปฏิบัติงานในหน่วยพยาบาลไทยในมักกะฮฺและมะดีนะฮฺพร้อมกับคุณหมอท่านหนึ่ง ในระหว่างที่อยู่ในมักกะฮฺคุณหมอได้รับความช่วยเหลือจากนักเรียนไทยในมักกะฮ์ให้ได้พบกับอิหม่ามของมัสยิดหะรอม คุณหมอเล่าว่า ทันทีที่อิหม่ามเห็นซองบุหรี่ในเสื้อคลุม อิหม่ามได้ขอให้คุณหมอเอาบุหรี่และที่จุดบุหรี่ออกจากกระเป๋าเสียก่อนจึงจะคุยด้วย ก่อนที่จะลาอิหม่ามออกมา ท่านได้ขอให้คุณหมอสัญญาว่าจะเลิกสูบบุหรี่ตลอดไป คุณหมอได้รักษาสัญญาเป็นอย่างดี และสามารถเลิกบุหรี่ได้ตั้งแต่นั้นมา

*ตัวอย่างที่ 2 เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้วผมได้เดินทางจากนครสวรรค์กลับกรุงเทพฯ พร้อมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคนหนึ่งด้วยรถทัวร์ปรับอากาศ ซึ่งเป็นการเดินทางตอนกลางคืน ขณะที่รอเวลารถออกจากสถานี มีผู้โดยสารคนหนึ่งกำลังจะจุดบุหรี่สูบ ผู้โดยสารที่นั่งใกล้เคียงต่างโวยวายว่าสูบไม่ได้ เพื่อนของผมเป็นคนติดบุหรี่อย่างหนักชนิดมวนต่อมวนกำลังสังเกตดูอยู่ และคิดว่าถ้าผู้โดยสารคนนั้นสูบได้เขาก็จะสูบเหมือนกัน เมี่อเห็นปฏิกิริยาของผู้โดยสารอื่นๆ แล้วจึงเลิกล้มความตั้งใจ หลังจากรถวิ่งมาได้ประมาณ 3 ชั่วโมง รถก็จอดให้ผู้โดยสารลงไปพักผ่อน ทันทีที่ลงจากรถเพื่อนผมก็ควักบุหรี่ออกมาทันที แต่ก่อนที่จะจุดสูบก็ฉุกคิดว่าเราอดมาได้ตั้ง 3 ชั่วโมงทำไมจะอดต่อให้ถึงปลายทางไม่ได้ จึงเก็บบุหรี่เข้ากระเป๋า อีกประมาณ 3 ชั่วโมงต่อมา รถถึงปลายทางตลาดหมอชิต เพื่อนผมจึงเตรียมจะสูบบุหรี่เต็มที่ แต่ก็เกิดฉุกคิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่า เราอดมาได้ตั้ง 6 ชั่วโมง ทำไมจะอดต่อไปไม่ได้ เชื่อหรือไม่ว่าเพื่อนผมคนนี้สามารถงดบุหรี่ได้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

*ตัวอย่างที่ 3 เป็นการเลิกบุหรี่จากความกดดันภายในครอบครัว พ่อติดบุหรี่อย่างหนัก วันหนึ่งมาพบว่าลูกสาวซึ่งกำลังย่างเข้าวัยรุ่นเริ่มสูบบุหรี่ ตนเองไม่สามารถห้ามได้เพราะเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นอยู่ จึงต้องตัดสินใจเลิก

*ตัวอย่างที่ 4 ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากโรคที่เกิดจากพิษภัยของบุหรี่ ถ้าไม่เลิกโรคจะไม่หายและจะเป็นอันตรายถึงชีวิต

ทั้งสี่ตัวอย่างดังกล่าว เป็นการเลิกบุหรี่โดยไม่ต้องใช้ยาช่วย เป็นการเลิกด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามคงมีไม่กี่คนที่จะโชคดีอย่างคุณหมอในตัวอย่างแรก และเราก็ไม่อยากรอให้เกิดปัญหาเหมือนตัวอย่างที่สาม และตัวอย่างที่สี่จึงจะคิดเลิกบุหรี่ แต่อยากจะเห็นการเลิกบุหรี่ตามตัวอย่างที่สองให้มากที่สุด ทั้งสี่ตัวอย่างมีหลักสำคัญแห่งความสำเร็จร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาดโดยทันทีทันใด (เพราะไม่เคยมีใครเลิกบุหรี่สำเร็จโดยการลดขนาดลงทีละเล็กทีละน้อย) การที่จะทำได้เช่นนี้จะต้องมีความตั้งใจว่าจะเลิกจริงๆ ต้อง และจิตใจต้องเข้มแข็งแน่วแน่จริงๆ ถ้าไม่มีความตั้งใจจริงก็ไม่มีทางสำเร็จ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือมุสลิมที่ติดบุหรี่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ในเดือนถือศีลอด ทั้งๆที่สามารถอดมาในแต่ละวันได้ติดต่อกัน 10-12 ชั่วโมง เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจว่าจะเลิก แต่ตั้งความหวังว่าจะอัดบุหรี่ให้เต็มที่ทันทีที่ได้เวลาละศีลอด (ติดตามตอนจบในฉบับหน้า)

อ่านตอนที่ 4

โดย - นพ.สวัสด์ รามบุตร อดีตที่ปรึกษาอาวุโส ประจำสำนักงานองค์การอนามัยโลก
สุขสาระ มีนาคม 2553




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่