มุสลิมกับการสูบบุหรี่ ตอนที่ 1


วันที่ 12 มกราคม 2558


ทุกประเทศทั่วโลกถือว่ายาเสพติด หรือสิ่งเสพติดเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นสิ่งที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายในการซื้อหรือขายอย่างเคร่งครัด แต่น่าแปลกเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งเสพติดสองชนิด คือ บุหรี่และเหล้า ที่นอกจากจะไม่ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายแล้ว ยังได้รับอนุญาตให้มีการจำหน่ายและโฆษณาอย่างกว้างขวาง มิหนำซ้ำ ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย รัฐบาลยังเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเสียเอง

ผลร้ายของการสูบบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางมานาน ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอดและหลอดลม หลอดลมโป่งพอง, โรคหัวใจ, เส้นเลือดแข็งหรือตีบตัน และโรคอื่นๆ อีกหลายโรค ความรู้เหล่านี้ไม่ค่อยมีผลโดยตรงที่จะทำให้คนสูบบุหรี่ลดจำนวนลงแต่อย่างใด แต่กลับจะมีแนวโน้มสูงขึ้นในหลายๆประเทศทั่วโลก ที่เป็นเช่นนี้เพราะผลร้ายของบุหรี่ต่อสุขภาพเกิดขึ้นอย่างช้าๆ กว่าจะรู้สึกตัวก็ติดบุหรี่จนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คืออิทธิพลและวิธีการตลาดอันฉลาดแกมโกงของบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ ที่ทำให้วัยรุ่นคิดอยากลองสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา การแจกตัวอย่างฟรี การสนับสนุนทุนการศึกษา การสนับสนุนการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะการแข่งรถ การแทรกฉากการสูบบุหรี่อย่างพร่ำเพรื่อในภาพยนตร์ รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ใช้เครื่องหมายการค้าเดียวกับบุหรี่ เช่นน้ำหอมหรือเสื้อผ้า

นับว่ายังโชคดีอยู่บ้างสำหรับประเทศไทยที่มีการรณรงค์ต่อต้านบุหรี่อย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2532 ในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่มาตรการควบคุมบุหรี่ส่งผลให้มีแนวโน้มของอัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในภาวะปัจจุบันที่มีการสื่อสารที่ทันสมัยสามารถติดต่อกันได้อย่างทั่วถึงทุกมุมโลก ทำให้แต่ละประเทศประสพความยากลำบากในการควบคุมการเผยแพร่โฆษณาส่งเสริมการสูบบุหรี่จากประเทศอื่นได้

ปัญหาของมุสลิมกับการสูบบุหรี่
การที่ผมนำเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนเพราะได้เห็นถึงปัญหาอย่างชัดเจนของการนิยมสูบบุหรี่ในหมู่มุสลิม ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่รวมถึงในประเทศมุสลิมอื่นๆ ด้วย ในประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมุสลิมสูงที่สุดในโลก (ประมาณ 225 ล้านคน) พบว่าร้อยละ 59 ของผู้ชายอายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก รองลงมาคือบังคลาเทศ ซึ่งมีประชากร 152 ล้านคน ร้อยละ 54 ของผู้ชายกลุ่มอายุเดียวกันสูบบุหรี่ สำหรับ ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์ และปากีสถาน อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 35 – 40

ในประเทศไทย สถิติสำหรับปี 2547 พบว่าผู้ชายอายุ 15 ปีขึ้นไป สูบบุหรี่ถึงร้อยละ 39 (ลดลงจากร้อยละ 56ในปี 2534) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการสำรวจโดยเฉพาะว่า มุสลิมในประเทศไทย มีอัตราการสูบบุหรี่สูงเท่าใด แต่จากการสังเกตทั่วๆ ไปคงเป็นที่ยอมรับว่า ผู้ชายมุสลิมสูบบุหรี่กันอย่างกว้างขวาง เวลาเราไปละหมาดวันศุกร์ หรือเวลาร่วมงานเฉลิมฉลองต่างๆ ตามสุเหร่า จะเห็นกลุ่มพี่น้องมุสลิมนั่งร่วมวงสนทนา ซดน้ำชาและสูบบุหรี่ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ ยังพบว่า ครูสอนศาสนา และผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับศาสนาติดบุหรี่ รวมทั้งป่วยและตายด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่จำนวนไม่น้อย

จากผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2547 พบว่าอัตราการสูบบุหรี่ในชายอายุ 15 ปีขึ้นไปในภาคใต้ สูงกว่าภาคอื่นๆ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ และที่ชัดเจนกว่านั้นพบว่าอัตราการสูบบุหรี่ในจังหวัดสตูล, ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส (ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม) อยู่ระหว่างร้อยละ 47-53 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคใต้ ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 44 หากวิเคราะห์จากข้อมูลเหล่านี้ก็พอสรุปได้โดยทางอ้อมว่ามุสลิมไทยมีอัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าคนที่ไม่ใช่มุสลิม

อาจมีหลายคนสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ มุสลิมสูบบุหรี่กันมากเพราะไม่มีคำสั่งห้ามการสูบบุหรี่ที่ชัดเจนในอิสลามเหมือนห้ามการดื่มเหล้า จึงสูบบุหรี่แทนการดื่มเหล้ากระนั้นหรือ? ข้อสงสัยนี้อาจตอบได้อย่างสั้นๆ ว่า อิสลามมีข้อห้ามอย่างชัดเจนที่ครอบคลุมถึงการสูบบุหรี่ (ซึ่งจะชี้แจงในรายละเอียดต่อไป) ปัญหาอยู่ที่การเผยแผ่การตีความของข้อห้ามนี้มิได้ทำอย่างมีระบบ และไม่สามารถกระจายข้อมูลความรู้เหล่านี้ถึงพี่น้องมุสลิมอย่างทั่วถึง

ในยุคของท่านศาสนทูตมูฮัมมัด (ซ็อลฯ) ยังไม่มีใครรู้จักใบยาสูบ และไม่มีการสูบบุหรี่เหมือนกับการดื่มเหล้า จึงเป็นความจริงว่าไม่มีโองการกุรอานหรือหะดีษกล่าวถึงบุหรี่โดยเฉพาะ แม้แต่ในยุคของท่านอิหม่ามทั้งสี่ บุหรี่เริ่มเป็นที่รู้จักและเสพกันในช่วง 600 ปีมานี้เอง และเริ่มแพร่หลายสู่กลุ่มประเทศมุสลิม ประมาณฮิจญเราะฮฺศักราช 1100 หรือ ประมาณ 300 กว่าปีมาแล้ว ในระยะแรกๆ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิของทั้งสี่มัซฮับ ได้พยายามรวบรวมความคิดที่จะตัดสินให้เด็ดขาดลงไปว่าการสูบบุหรี่หะีรอมหรือไม่ แต่ไม่ประสพความสำเร็จ ในขณะที่ส่วนใหญ่ตัดสินว่าหะีรอม บางกลุ่มไม่ถือว่าหะีรอม แต่เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง และส่วนน้อยอีกกลุ่มหนึ่งถือว่าอนุญาตให้สูบได้ (โปรดติดตามตอนต่อไปในฉบับหน้า)

โดย - นพ.สวัสด์ รามบุตร อดีตที่ปรึกษาอาวุโส ประจำสำนักงานองค์การอนามัยโลก
สุขสาระ มกราคม 2553

อ่านตอนที่ 2

เอกสารอ้างอิง
การสาธารณสุขไทย 2544-2547 กระทรวงสาธารณสุข
Islamic Ruling on Smoking – Dr Hamid Jamie, Former Secretary of Al-Azhar University, Consultant, Islamic Fiqh Encyclopaedia, Kuwait.
สถานการณ์การบริโภคยาสูบของประเทศไทย พ.ศ. 2534-2547 ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ พ.ศ. 2549




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่