ทำไมต้องวินิจฉัย ว่า “การสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ หะรอม”


วันที่ 12 ธันวาคม 2557


ได้เห็นอย่างแน่ชัดแล้วว่า การสูบบุหรี่มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อผู้สูบเลย ซ้ำร้ายการสูบบุหรี่ของท่าน ยังทำลายสุขภาพต่อตัวเองและคนรอบข้าง ถึงเวลาแล้วที่จะให้เกิดความเข้าใจเสียใหม่เสียที เกี่ยวกับคนมุสลิมที่ยังนิยมสูบบุหรี่ จริงแล้วการสูบบุหรี่ของท่านนั้นได้เป็นสิ่งที่ต้องห้าม (หะรอม) แล้ว โดยจะแสดงหลักคิดเชิงเหตุเชิงผล “ว่าทำไมต้อง ต้องห้าม (หะรอม)” จากข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

หลักฐานจากบทบัญญัติในอัลกุรอานที่พระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ทรงตรัส ว่า
1. ซูเราะห์ อัล อะอฺรอฟ : 175 ความว่า “และจะอนุมัติให้แก่พวกเจ้าซึ่งสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย และจะให้เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเจ้า ซึ่งสิ่งที่เลวทั้งหลาย”
2. ซูเราะห์ อัล บะกอเราะห์ : 195 ความว่า “และจงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศ”
3. ซูเราะห์ อันนิซาฮ์ : 29 ความว่า “และจงอย่าฆ่าตัวเองของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ”
4. ซูเราะห์ อัลอิสรอฮฺ : 27 ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้สุรุ่ยสุร่ายนั้น เป็นพวกพ้องของเหล่าชัยฏอนนั้น เนรคุณต่อพระเจ้าของมัน”

หลักฐานจากบทบัญญัติในอัลหะดีษท่านนบี หรือซุนนะฮฺ (วจนะของท่านศาสดามูฮัมหมัด) บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม ความว่า
1. อัลหะดีษ หมายเลข : 223 ความว่า “แท้จริงความสะอาดนั้น เป็นครึ่งหนึ่งของการศรัทธา และการกล่าว อัลฮัมดุลิลละฮฺนั้น เป็นสิ่งที่จะเติมเต็มตาชั่ง”

หลักฐานจากทัศนะจากนักวิชาการจากบรรดานักปราชญ์ (มุจญตะฮิดผู้นำมัซฮับ) ต่าง ๆ อาทิ
1. นักวิชาการจากมัซฮับหะนะฟีย์ เช่น ท่านอีซา อัชชะฮาวีย์, ท่านอับดุลบากี, ท่านมุฮัมหมัด อิบนุศิดดีก อัซซุบัยดีย์
2. นักวิชาการจากมัซฮับมาลีกีย์ เช่น ท่านอิบรอฮิม อัลลิกอนีย์, ท่านอะบูอัลฆัยษุ อัลเกาะชาชฺ
3. นักวิชาการจากมัซฮับซาฟีอีย์ เช่น ท่านชัยคฺ นัจดีน อัดดิมัชกีย์, ท่านชัยคฺ อิบนุ อิลานอัศศิดดีกีย์, ท่านอุมัร อิบนุ อับดุรเราะมาน อัลหุสัยนีย์ ฯลฯ
4. นักวิชาการจากมัซฮับฮัมบาลี เช่น ท่านอะหฺมัด อัสสันฮูรีย์ อัลบะฮูตีย์

ซึ่งให้เหตุผล และหลักฐานอ้างอิงของทัศนะนี้ ได้แก่ 1) ทำให้เกิดอาการมึนเมาหรือทำให้เกิดภาวะที่สติปัญญาเคลิบเคลิ้ม, 2)ทำให้เกิดความเชื่องช้า เซื่องซึม และเหนื่อยอ่อน, และ3) ทำให้ก่อภยันตราย ใน 2 ด้าน คือ ด้านที่ 1 เป็นภัยต่อร่างกาย คือ การทำให้ร่างกายอ่อนแอลงนำสู่การเป็นโรคต่าง ๆ ด้านที่ 2 เป็นภัยต่อทรัพย์ คือ การสูบบุหรี่เป็นการจ่ายทรัพย์สินที่ฟุ่มเฟือย เพราะบุหรี่เป็นสินค้าเปล่าประโยชน์

หลักฐานจากทัศนะจากองค์การวิชาการอิสลาม และนักวิชาการร่วมสมัย
ได้ออกคำวินิจฉัยทางศาสนา (ฟัตวา) มีมติ ว่า การสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ภายใต้เหตุผล และหลักฐาน ที่จะสนับสนุนในคำวินิจฉัยทางศาสนา (ฟัตวา) โดยเฉพาะเหตุผลที่ 1.ทางการแพทย์ ที่พบว่า ในบุหรี่นั้นมีสารเคมีสี่พันกว่าชนิดที่เป็นโทษร้ายแรงทั้งสิ้น เช่น 1) โรคมะเร็งกว่า 10 ชนิด, 2) โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ทำให้คนเสียชีวิตจากหัวใจวายและทำลายสติปัญญาของเรา เป็นต้น ที่จะส่งผลอันตรายอย่างร้ายแรงยิ่งต่อระบบสุขภาพอนามัยได้โดยตรง 2.ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินของผู้สูบ เพราะในบุหรี่ไม่มีสารอาหารที่ดีใด ๆ เลยต่อร่างกายเราแถมราคาแพง คือ “เสียเงินเปล่า ๆ” และ 3.ในทางสังคมเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อบุคคลใกล้ชิด ทั้ง 3 ประเด็นข้างต้นก็เพียงพอในทางหลักการแห่งอิสลามแล้ว อีกทั้งได้มีคณะกรรมการฟัตวาแห่งอัลอัซฮัร อัชชะรีฟ, รวมถึงสำนักจุฬาราชมนตรีของไทย ก็ได้ออกคำสั่งประกาศ ที่ 02/2549 ว่า “การสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม)” แล้ว

ได้ประจักษ์แน่ชัดจากตัวบทหลักฐานจากบทบัญญัติทางศาสนาตลอดจนจากผู้รู้ต่าง ๆ และสถาบันทางศาสนา และวิชาการอิสลาม เหลือก็เพียงตัวคุณเองเท่านั้น ที่จะกล้าปรับเปลี่ยนตัวเองสู่การ ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ อันจะแสดงถึงแรงศรัทธา (อิหม่าน) และที่สำคัญความเข้มแข็งที่เกิดจากความเพียรพยายามหมั่นดูแลรักษาสุขภาวะตัวเอง ที่จะให้คุณกลายเป็นผู้ที่มีพลัง และความเข้มแข็งของอิหม่านหรือตักวา(ยำเกรง) และเป็นที่รักของพระผู้เป็นเจ้า(อัลลอฮฺ)

โดย อ.สุบันโญ จีนารงค์
อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี (มฟน.)
สุขสาระ พฤศจิกายน 2557




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่