สารบ่งชี้มะเร็ง


วันที่ 10 ธันวาคม 2557


มะเร็ง เป็นโรคที่พวกเราทุกคนหวาดกลัว ไม่อยากจะให้เกิดกับตัวเรา หรือคนที่เรารู้จัก และเมื่อเกิดกับใครแล้ว ก็มักจะสิ้นหวัง เพราะส่วนมากรักษาได้ไม่นานก็เสียชีวิตกันหมด ที่เป็นดังนี้ เนื่องจากวงการแพทย์ปัจจุบันเรายังไม่สามารถบอกสาเหตุของการเป็นมะเร็งได้อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ มีแต่ความน่าจะเป็นว่า ถ้าทำอย่างนั้นอย่างนี้ กินอย่างนั้นอย่างนี้น่าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าชาวบ้านเท่านั้นเอง เมื่อบอกสาเหตุไม่ได้ ก็ไล่จับมะเร็งกันแต่เนิ่นๆไม่ได้ เราจึงมักจะรู้ว่าเป็นมะเร็งกันเมื่อสายไปแล้วเสมอ คือระดับ สาม(ลามไปอวัยวะใกล้เคียง) ระดับสี่(ลามไปอวัยวะที่ห่างไกลออกไป) ซึ่งผลการรักษาออกมาส่วนมากจะเสียชีวิตในที่สุด มีส่วนน้อยเท่านั้นที่รอด แต่ที่จริงแล้วถ้าเรารู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนเริ่มต้นของมะเร็ง เช่น ในระดับหนึ่ง(กระจายอยู่ในเนื้อเยื่อเริ่มต้น) หรือในระดับก่อนหนึ่ง (Carcinoma in situ รูปร่างเซลล์เป็นมะเร็ง แต่ยังไม่ได้มีการขยายตัวออกไปเลย) เราก็สามารถรักษาคนป่วยที่เป็นมะเร็งเหล่านั้น ให้รอดกลับมามีชีวิตใกล้เคียงกับคนปกติได้

ดังนั้นหัวใจของการรักษามะเร็ง ก็คือ การตรวจให้พบตั้งแต่เนิ่นๆ เท่านั้นเอง การตรวจร่างกายประจำปีต่างๆ จึงมีส่วนช่วยอย่างมากในการคัดกรองเหล่านี้ แต่การใช้เพียงมือคลำ หรือใช้เครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องซีที ในการตรวจ ก็จะพบมะเร็งเมื่อมันเริ่มแบ่งตัวจนออกเป็นก้อนให้เห็นแล้วเท่านั้น จึงมีคนหลายๆ คนคิดหาอะไรที่สามารถบ่งบอกได้ก่อนหน้านั้น เพื่อที่จะทำให้วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น สิ่งนั้นก็คือ สารบ่งชี้มะเร็งนั่นเองครับ

สารบ่งชี้มะเร็ง คือสารเฉพาะที่มะเร็งสร้างขึ้นมา แล้วปล่อยให้หลุดลอยไปตามกระแสเลือด ถ้าเราเอาเลือดนั้นมาตรวจ เราก็จะเจอสารนั้น เราก็จะมาดูว่ามีสารนั้นมากกว่าปกติหรือไม่ ถ้ามากกว่า ก็เป็นที่น่าสงสัย ว่าอาจจะมีมะเร็งชนิดนั้นๆ ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายเรา ทางแพทย์ก็จะทำการตรวจอย่างละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันให้มากๆ ก็คือ สารที่ปัจจุบันเราใช้ตรวจกันนั้นยังไม่ได้พัฒนาถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่มีโอกาสสูงมากเท่านั้น ดังนั้น การจะดูเฉพาะสารนี้ในเลือดแล้วเที่ยวไปบอกว่าคนนั้นคนนี้เป็นมะเร็งจึงยังไม่ได้ หรือถ้าตรวจไม่พบแล้วจะบอกว่าไม่เป็นมะเร็งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่ได้เช่นกัน เพียงแต่เป็นตัวตั้งต้นให้เราต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมเมื่อสงสัยเท่านั้นเอง ดังนั้น ในทางการแพทย์จริง เขาจึงมักตรวจสารนี้ร่วมกับการตรวจอย่างอื่น ในการตรวจติดตามคนไข้ที่เป็นมะเร็งแล้ว และรักษาแล้ว และต้องการดูว่า มะเร็งจะกลับมาอีกหรือไม่ เช่น สาร CEA ซึ่งเป็นสารบ่งชี้มะเร็งลำไส้ใหญ่ ถ้าขึ้นสูงในช่วงที่พบมะเร็ง และลงต่ำหลังจากการรักษา แล้วอยู่ๆ สูงขึ้นมาใหม่ อย่างนี้ก็ต้องสันนิฐานไว้ก่อนว่า ศัตรูเก่ากำลังจะกลับมาแก้แค้นแล้ว ก็ต้องพยายามหาแหล่งกบดานของมันให้เจอ โดยใช้วิธีอื่นๆ ต่อไป เช่น PET/CT เป็นต้น เมื่อเจอจุดต้องสงสัย ก็จะต้องเข้าไปเอาชิ้นเนื้อบริเวณที่สงสัยนั้นออกมาให้ได้ หลังจากนั้น จึงส่งไปให้พยาธิแพทย์ เพื่อย้อมดูว่ามีมะเร็งหรือไม่? ชนิดได? แพร่กระจายไปไหนหรือเปล่า?

การตรวจวินิจฉัยมะเร็ง จะถือว่าถูกต้องเป็นแน่ มีทางเดียว ก็คือเมื่อพยาธิแพทย์ได้ประกาศออกมาว่า เนื้อเยื่อชนิดนั้นเป็นมะเร็งแน่ๆ แล้วเท่านั้นเอง จึงจะทำการรักษาต่อไปได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้นบางครั้ง ผู้ป่วยหรือญาติ อาจจะไม่เข้าใจตรงนี้ เห็นว่ามีก้อนแล้ว ทำไมแพทย์ไม่ตัดออกเลยทีเดียว ต้องเอาชิ้นเล็กๆ ออกไปก่อน ที่เป็นอย่างนี้เพราะการตัดมะเร็ง ต่างจากการตัดก้อนธรรมดา ก้อนเนื้องอกธรรมดาเราก็แค่ตัดก้อนนั้นๆ ออกไปก็พอ แต่ก้อนมะเร็งเราต้องตัดให้กว้างกว่า ขอบนอกสุดของบริเวณที่เป็นมะเร็งออกไปอีก คือจะกินเอาเนื้อเยื่อที่ดีๆ ออกไปด้วยพอสมควร เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ แต่ก็ทำให้การผ่าเช่นนี้ทำให้เราต้องสูญเสียเนื้อดีๆ เหล่านั้นไปมากพอสมควร ดังนั้นจึงต้องรอการวินิจฉัยขั้นสุดท้ายให้แน่ใจก่อนเสมอ

ตัวอย่างของสารบ่งชี้มะเร็งที่ดังๆ ในปัจจุบัน ก็คือ CEA (ซีอีเอ) ซึ่งถูกใช้เป็นสารบ่งชี้มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยปกติจะมีค่าไม่เกิน 2.5 ng/dl ในคนไม่สูบบุหรี่ ส่วนคนที่สูบบุหรี่จะขึ้นไปได้ถึง 5.0 ng/ml ที่เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะคนสูบบุหรี่มีอภิสิทธิ์ มากกว่าคนไม่สูบ แต่หมายความว่า สาเหตุการสูงขึ้นของค่า CEA นั้น เกิดจากบุหรี่ได้ด้วย นอกจากนี้ ยังพบ CEA ที่ขึ้นสูงได้ในการอักเสบของลำไส้, ตับอ่อน มะเร็งทางเดินอาหารอื่นๆ ก็ได้ แต่ถ้าเมื่อใด สูงมากๆ จนถึง 20 ng/ml ก็จะมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

สารบ่งชี้ อื่นๆ ที่น่าสนใจรู้จักชื่อไว้ ก็เช่น PSA บ่งชี้ถึงมะเร็งต่อมลูกหมาก CA 19-9 ในมะเร็งตับอ่อน, ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร สาร CA 125 ในมะเร็งรังไข่เป็นต้น

อย่างไรก็ตามต้องนึกอยู่เสมอว่า การตรวจสารเหล่านี้ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ วิธีในการช่วยค้นหามะเร็งให้ไวขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น หัวใจที่สำคัญสุดยังคงเป็น การรักษาที่ทันท่วงที และการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง หลีกเลี่ยงจากสารก่อมะเร็งให้มากที่สุด และหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอมากกว่า วัสสลามฯ

โดย นพ.กษิดิษ ศรีสง่า
สุขสาระ กุุมภาพันธ์ 2553




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่