พบหมอจินตนา-รักษาอย่างไรเมื่อเป็นไตวาย


วันที่ 8 ธันวาคม 2557


อาอีซะฮฺเป็นหญิงอายุ 78 ปี ป่วยเป็นโรคหัวใจมานาน 15 ปี เธอป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มีอาการไอ หอบ เหนื่อย มาประมาณ 1 สัปดาห์ ลูกจึงพาเธอไปโรงพยาบาล ขณะนำตัวส่งโรงพยาบาล เธอมีอาการไอมาก หอบเหนื่อยมาก และหมดสติไป แพทย์จึงรีบรับตัวไว้รักษาในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก แพทย์ตรวจพบว่าเธออยู่ในภาวะหัวใจวายและไตวาย จึงทำการรักษาด้วยการล้างไตจากเครื่องไตเทียม ซึ่งเรียกว่าการฟอกเลือด โดยนำเลือดจากเส้นเลือดที่เตรียมไว้ ผ่านเข้ามาในตัวกรองของเสียของเครื่องไตเทียม เลือดซึ่งถูกกรองแล้วจะไหลกลับเข้าร่างกายทางเส้นเลือดอีกเส้นหนึ่ง การล้างไตเป็นการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ช่วยรักษาสมดุลของกรดด่าง เกลือแร่ และน้ำในร่างกาย อาอีซะฮฺได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ใช้เวลาฟอกครั้งละ 4 – 5 ชั่วโมง

ปกติแล้วไตทำงานตลอดวันไม่เคยหยุด โดยทำงานสัปดาห์ละ 168 ชั่วโมง แต่การล้างไตไม่สามารถทดแทนการทำงานของไตได้ 100 เปอร์เซ็นต์ การล้างไตทำงานได้เพียงสัปดาห์ละ 8 – 12 ชั่วโมงเท่านั้น เวลาหลังการล้างไตมากกว่า 150 ชั่วโมงยังคงเป็นช่วงเวลาที่ของเสียค้างสะสมอยู่ภายในร่างกาย

อาอีซะฮฺถามแพทย์ว่า “มีคนบอกว่าล้างไตแล้วไม่ต้องควบคุมอาหารอีกต่อไป เพราะเรามีเครื่องมือคอยช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกายอยู่แล้ว จริงไหมคะ ขอคุณหมอช่วยอธิบายถึงเรื่องอาหารการกินที่ถูกต้องด้วยค่ะ ?”

แพทย์อธิบายว่า คนเป็นไตวาย เมื่อได้รับการรักษาด้วยการล้างไต ทำให้เข้าใจว่าสามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด ไม่ต้องควบคุมอาหารอีกต่อไป คิดว่ามีเครื่องมือมาช่วยขจัดของเสียออกไปจากร่างกายแล้ว แต่เป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากการล้างไตไม่ว่าวิธีใด ไม่สามารถทดแทนการทำงานของไตได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ทำงานแทนไตได้เพียงสัปดาห์ละ 8 -12 ชั่วโมง หรือประมาณร้อยละ 6-7 ชั่วโมง ของการทำงานปกติของไตเท่านั้น

หลังจากการฟอกเลือดยังมีของเสียตกค้างอยู่ในร่างกาย จึงจำเป็นต้องควบคุมอาหาร, น้ำ, เกลือแร่ และระหว่างการฟอกเลือด จะมีการสูญเสียโปรตีน กรดอะมิโนที่จำเป็นไปด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องจำกัดอาหารโปรตีนประเภทเนื้อสัตว์ให้มากเหมือนกับขณะที่ยังไม่ได้ล้างไต

แต่ควรรับประทานอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพสูง มีไขมันน้อย เช่น เนื้อปลา, ไข่ขาว โดยหมอจะขอตรวจปริมาณโปรตีนในเลือดที่เรียกว่า แอลบูมิน (albumin) เป็นระยะๆ นอกจากนั้น ควรรับประทานข้าวซึ่งผ่านการขัดสีแล้ว เพื่อให้ร่างกายได้รับสารฟอสฟอรัสน้อยลง พยายามจำกัดอาหารที่มีปริมาณฟอสฟอรัสสูง เช่น เมล็ดพืช, ถั่ว, ผลิตภัณฑ์จากถั่ว, เมล็ดฟักทอง, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, นม, ผลิตภัณฑ์จากนม, ไข่แดง เนื่องจากคนที่เป็นไตวายเรื้อรังมักมีการสะสมสารฟอสฟอรัสในร่างกายมาก จนมีผลต่อระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์และวิตามินดี ทำให้กระดูกผุ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หมอจะให้ยาซึ่งสามารถจับกับฟอสเฟต (ฟอสฟอรัส) ร่วมไปด้วย และจะต้องจำกัดเกลือแกงไม่ให้เกินวันละ 1 ช้อนชา จำกัด น้ำปลา, ซีอิ๊ว ไม่ให้เกินวันละ 3/4 ช้อนชา

ให้รับประทานผลไม้ได้เฉพาะช่วงเช้าของวันฟอกเลือดเท่านั้น เพื่อไม่ให้มีสารโพแทสเซียมในเลือดสูงผิดปติ จนทำให้หัวใจหยุดเต้น นอกจากนั้นเพื่อไม่ให้มีน้ำเกินจนทำให้บวม และมีความดันเลือดสูงขึ้น ขอแนะนำให้ดื่มน้ำเท่ากับปริมาณปัสสาวะในแต่ละวันบวกกับอีก 500 ซีซี แต่ถ้าไม่มีปัสสาวะเลยหรือปัสสาวะน้อยมาก ให้ดื่มน้ำได้ไม่เกินวันละ 500 ซีซี โดยปริมาณน้ำเหล่านี้ จะเป็นส่วนของน้ำเปล่า เครื่องดื่ม และอาหารทุกชนิดที่เป็นของเหลว ถ้ารู้สึกกระหายน้ำ ให้จิบน้ำทีละน้อย หรืออมน้ำแข็งให้ค่อยๆ ละลาย ถ้าน้ำหนักตัวมากแสดงว่าน้ำเกิน ปกติคนที่ฟอกเลือดแล้วจะมีน้ำหนักขึ้นไม่เกินวันละ 1 กิโลกรัม ในวันที่ฟอกเลือดถ้ามีน้ำหนักเกินจะต้องดึงน้ำส่วนเกินออกไป จนอาจทำให้เกิดตะคริวและความดันเลือดตกได้

อาอีซะฮฺเข้ารับการตรวจเลือดเป็นประจำสม่ำเสมอ แพทย์แนะนำให้เธอไปคุยกับนักโภชนาการถึงวิธีการปฏิบัติตัว และการรับประทานอาหาร จึงทำให้เธอมีอาการดีขึ้นตามลำดับ แต่จะต้องไปล้างไต สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เป็นประจำสม่ำเสมอตลอดไปจนกว่าจะมีโอกาสได้เปลี่ยนไตใหม่

แพทย์หญิงจินตนา โยธาสมุทร เขียน




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่