เห็ดพิษ


วันที่ 10 พฤษภาคม 2557


เข้าหน้าฝนทีไร มีเรื่องน่าตกใจเกี่ยวกับเห็ดพิษทุกที ครั้งนี้ก็เช่นกัน ขณะเขียนบทความนี้พบว่า มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตเพราะไปกินเห็ดพิษเข้าหลายรายแล้ว

เนื่องจากในช่วงหน้าฝน ประชาชนมักเก็บเห็ดมาบริโภค โดยขาดความเข้าใจ ทำให้เกิดพิษภัย และบางรายถึงขั้นเสียชีวิต ควรรู้จักสังเกตให้ดีก่อนว่าเป็นเห็ดพิษหรือไม่ หากไม่แน่ใจ ก็ไม่ควรกินจะดีที่สุด นอกจากนี้ การรับประทานเห็ด ควรบริโภคแต่พอดี เพราะเห็ดเป็นอาหารที่ย่อยยาก อาจจะทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย อีกทั้งควรปรุงสุกทุกครั้งก่อนรับประทาน เนื่องจากเห็ดบางอย่างอาจมีพิษอย่างอ่อน ซึ่งถ้ารับประทานไปนาน ๆ อาจถึงตายได้

สำหรับเห็ดพิษ มีทั้งหมด 7 กลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มที่พิษร้ายแรงที่สุด จะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนเล็กน้อยหลังจากรับประทานเข้าไป จากนั้นพิษก็จะทำลายระบบร่างกายให้ตับวาย ไตวาย จนเสียชีวิตในที่สุด ส่วนพิษที่เบาที่สุด จะทำให้คลื่นไส้อาเจียนเท่านั้น

ขณะที่ เห็ดพิษที่ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุดคือ เห็ดระโงกหิน หรือ เห็ดไข่ตายซาก ที่พิษทนความร้อนได้ดี ไม่สามารถใช้ความร้อนมาทำลายได้ จัดอยู่ในกลุ่ม Cyclopeptide

ตารางเปรียบเทียบลักษณะเห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้

เห็ดพิษ

เห็ดรับประทานได้

1. ส่วนใหญ่เจริญงอกงามในป่า

1. ส่วนใหญ่เจริญในทุ่งหญ้า

2. ก้านสูง ลำต้นโป่งพองออก โดยเฉพาะที่ฐานกับที่วงแหวนเห็นชัดเจน

2. ก้านสั้น อ้วนป้อมและไม่โป่งพองออก ผิวเรียบไม่ขรุขระไม่มีสะเก็ด

3. สีผิวของหมวกมีได้หลายสี เช่น สีมะนาว ถึงสีส้มสีขาวถึงสีเหลือง

3. สีผิวของหมวกส่วนใหญ่เป็นสีขาวถึงสีน้ำตาล

4. ผิวของหมวกเห็ดส่วนมากมีเยื่อหุ้มดอกเห็ดเหลืออยู่ในลักษณะที่ดึงออกได้หรือเป็นสะเก็ดติดอยู่

4. ผิวของหมวกเห็ดเรียบจนถึงเป็นเส้นใยและเหมือนถูกกดจนเป็นแผ่นบาง ๆ ดึงออกยาก

5. ครีบแยกออกจากกันชัดเจน มักมีสีขาวบางชนิดสีแดงหรือสีเขียวอมเหลือง

5. ครีบแยกออกจากกัน ในระยะแรกเป็นสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

6. สปอร์ใหญ่มีสีขาวหรือสีอ่อน มีลักษณะใส ๆ รูปไข่กว้าง

6. สปอร์สีน้ำตาลอมม่วงแก่ รูปกระสวยกว้าง


เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการบริโภคเห็ด
ควรรู้จักและจดจำเห็ดพิษที่สำคัญ ซึ่งมีพิษรุนแรงถึงตายได้ แล้วหลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดพิษเหล่านี้เห็ดพิษนั้นคือ เห็ดระโงกพิษ ที่สำคัญมีอยู่ 3 ชนิด คือ Amanita phalloides , Amanita vernaและ Amanita virosa ซึ่งมีชื่อตามภาษาท้องถิ่น คือ เห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือ เห็ดสะงาก และ เห็ดไข่ตายซาก

1. เห็ดระโงกพิษมีรูปร่างทั่วไปคล้ายกับเห็ดระโงกที่รับประทานได้ แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญคือ เห็ดระโงกที่รับประทานได้ ขอบหมวกมักจะเป็นริ้วคล้ายรอยหวี มีกลิ่นหอมและก้านดอกกลวง ส่วน เห็ดระโงกที่เป็นพิษ ดังกล่าว กลางดอกหมวกจะนูนขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะปลอกหุ้มโคน จะยึดติดกับก้านดอก ก้านดอกตัน หรือเป็นรูปที่ไส้กลางเล็กน้อย มีกลิ่นเอียนและกลิ่นค่อนข้างแรงเมื่อดอกแก่ มักเกิดแยกจากกลุ่มเห็ดที่รับประทานได้ มีทั้งแบบดอกสีเหลืองอ่อน สีเขียวอ่อน สีเทาอ่อน และสีขาว
2. การบริโภคเห็ดพิษชนิดที่พิษไม่รุนแรงถึงตาย แต่จะทำให้ผู้ป่วยเสียเวลาและเงินทองในการรักษา หรือถ้าผู้ป่วยมีโรคแทรก ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ เห็ดชนิดนี้จะมีอยู่แต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน ฉะนั้นจึงควรรู้จักจดจำเห็ดมีพิษประเภทนี้ไว้ด้วย เช่น เห็ดพิษที่ภาษาท้องถิ่นทางอีสานเรียกว่า เห็ดเพิ่งข้าวก่ำ (Boletus santanas) เห็ดคันจ้อง หรือ เห็ดเซียร่ม(Coprinusatramentarius) และ เห็ดหมากหม่าย (คล้ายเห็ดโคน) เป็นต้น

การนำมาทดสอบพิษด้วยการต้มรวมกับข้าวสาร ช้อนเงิน หรือหัวหอม เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากวิธีดังกล่าวไม่สามารถทดสอบกับเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดพิษสกุล Amanita

การนำเห็ดไปต้มให้สุกก่อนรับประทาน จะมีความปลอดภัยไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะว่าเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดระโงกหิน หรือเห็ดไข่ตายซาก (ฮาก) (Amanita vernaและ Amanita virosa ) ซึ่งมีสารพิษในกลุ่ม cyclopeptideจะทนความร้อนได้ดี การนำเห็ดไปต้มก็ไม่สามารถทำให้สารพิษนี้สลายไปได้

การปฐมพยาบาลมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากผู้ป่วยรับประทานเห็ดพิษและเกิดอาการพิษขึ้น ควรจะรู้จักวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องกับผู้ป่วย แต่ตามชนบทมักจะแสดงอาการหลังรับประทานแล้วหลายชั่วโมง ซึ่งพิษมักจะกระจายไปมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้จักวิธีปฐมพยาบาล แล้วรีบนำส่งแพทย์ เพื่อทำการรักษาโดยรีบด่วนต่อไป

การปฐมพยาบาลนั้น ที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเอาเศษอาหารที่ตกค้างออกมาให้มาก และทำการช่วยดูดพิษจากผู้ป่วยโดยวิธีใช้น้ำอุ่นผสมผงถ่าน activated charcoal แล้วดื่ม 2 แก้ว โดยแก้วแรกให้ล้วงคอให้อาเจียนออกมาเสียก่อนแล้วจึงดื่มแก้วที่ 2 แล้วล้วงคอให้อาเจียนออกมาอีกครั้ง จึงนำส่งแพทย์พร้อมกับตัวอย่างเห็ดพิษหากยังเหลืออยู่ หากผู้ป่วยอาเจียนออกยากให้ใช้เกลือแกง 3 ช้อนชาผสมน้ำอุ่นดื่ม จะทำให้อาเจียนได้ง่ายขึ้น แต่วิธีนี้ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

อนึ่งห้ามล้างท้องด้วยการสวนทวารหนักโดยพลการ เนื่องจากเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยหากร่างกายขาดน้ำ วิธีนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยเท่านั้น

หลังจากปฐมพยาบาลผู้ป่วยแล้วให้รีบนำส่งแพทย์โดยด่วน พร้อมกับตัวอย่างเห็ดพิษ (ที่เหลืออยู่) หรืออาจจะทำการปฐมพยาบาลผู้ป่วยในระหว่างนำส่งแพทย์ด้วยกันก็ได้

การเลือกซื้อ ให้ดูจากตารางด้านบน และอย่ารับประทานเห็ดที่สงสัย ไม่รู้จัก และไม่แน่ใจ ควรรับประทานเฉพาะเห็ดที่แน่ใจ และเพาะได้ทั่วไป

การบริโภคเห็ด การรับประทานอาหารที่ประกอบขึ้นด้วยเห็ด ควรจะรับประทานแต่พอควร อย่ารับประทานจนอิ่มมากเกินไป เพราะเห็ดเป็นอาหารที่ย่อยยาก อาจจะทำให้ผู้มีระบบย่อยอาหารที่อ่อนแอเกิดอาการอาหารเป็นพิษได้

ควรระมัดระวัง คัดเห็ดที่เน่าเสียออกเพราะเห็ดที่เน่าเสียจะทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ อย่ารับประทานอาหารที่ปรุงขึ้นสุกๆดิบๆ หรือเห็ดดิบดอง เพราะเห็ดบางชนิดยังจะมีพิษอย่างอ่อนเหลืออยู่ ผู้รับประทานจะไม่รู้สึกตัวว่ามีพิษ จนเมื่อรับประทานหลายครั้งก็สะสมพิษมากขึ้น และเป็นพิษร้ายแรงถึงกับเสียชีวิตได้ในภายหลัง

ผู้ที่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับเห็ดบางชนิด หรือกับเห็ดทั้งหมด ซึ่งถ้ารับประทานเห็ดเข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดอาการเบื่อเมา หรืออาหารเป็นพิษ จึงควรระมัดระวัง รับประทานเฉพาะเห็ดที่รับประทานได้โดยไม่แพ้ หรือหลีกเลี่ยงจากการรับประทานเห็ด

ระมัดระวังอย่ารับประทานเห็ดพร้อมกับดื่มสุรา เพราะเห็ดบางชนิดจะเกิดพิษทันที ถ้าหากดื่มสุราหลังจากรับประทานเห็ดแล้วภายใน 48 ชั่วโมง เช่น เห็ดหิ่งห้อย เห็ดน้ำหมึกหรือเห็ดถั่ว (Coprinusatramentarius ) แม้แต่เห็ดพิษอื่นทั่วไป หากดื่มสุราเข้าไปด้วย ก็จะเป็นการช่วยให้พิษกระจายได้รวดเร็วและรุนแรงขึ้นอีก

หนองจอก-เรียบเรียง
สุขสาระ กรกฎาคม 2556
ภาพจากอินเทอร์เน็ต (เห็ดสมองวัว)




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่