ถามตอบเรื่องบุหรี่


วันที่ 12 กันยายน 2557


จากหลักฐานทางการแพทย์ ชี้ชัดว่าผู้ที่สูบบุหรี่แทบทั้งหมดเริ่มสูบบุหรี่เมื่อเป็นวัยรุ่นและผู้ที่สูบจนติดแล้วส่วนใหญ่จะสูบไปตลอดชีวิตหรือจนกว่าเขาจะป่วย การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ที่ป้องกันได้ที่สำคัญที่สุด และเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า ในผู้ที่สูบบุหรี่ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดสูบ ครึ่งหนึ่งจะป่วยและเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ โดยหนึ่งในสี่จะเสียชีวิตระหว่างอายุ 35-69 ปี และหนึ่งในสี่จะเสียชีวิตหลังอายุ 69 ปี

คอลัมน์บุหรี่กับชีวิตฉบับนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมคำถามที่ถามกันบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการสูบบุหรี่และสุขภาพ จากหนังสือ 50 คำถามสำหรับผู้สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ เขียนโดย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าทุกคำถามในหนังสือเล่มเล็กๆ นี้มีประโยชน์อย่างมาก และตั้งใจจะทยอยลงในวารสารสุขสาระฉบับต่อๆ ไป เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่าน

จริงหรือที่การสูบบุหรี่ทำให้หายเครียดหรือทำให้สมองแล่น?
สำหรับผู้ที่เสพติดบุหรี่แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะนิโคตินเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์กระตุ้นสมองอย่างแรงในระยะแรก ฤทธิ์กระตุ้นสมองนี้ทำให้ผู้สูบรู้สึกผ่อนคลาย ผู้ที่ติดบุหรี่จึงอยากสูบทั้งเวลาที่ดีใจและเวลาที่เครียด หลังจากฤทธิ์กระตุ้นสมองแล้ว นิโคตินจะกดสมองในระยะต่อมา ในระยะที่กดสมองนี้ผู้สูบบุหรี่จะเริ่มคิดอะไรช้าลงหรือคิดไม่ออก ต้องเริ่มจุดบุหรี่สูบใหม่เพื่อกระตุ้นสมองอีกครั้งหนึ่ง เป็นวัฏจักรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แต่สำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่แล้ว การที่จะต้องใช้นิโคตินกระตุ้นสมองเพื่อให้ทำงานได้นั้นไม่มีความจำเป็นใดๆ เลย และโดยสถิติแล้วผู้ที่เป็นผู้บริหารหรือผู้ที่ทำงานโดยใช้สมอง มีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำที่สุดในทุกสังคม ในขณะที่อัตราการสูบบุหรี่จะสูงที่สุดในผู้ใช้แรงงานและผู้ที่ได้รับการศึกษาน้อย นั่นหมายความว่าความสามารถในการคิดหรือการใช้สมองไม่จำเป็นต้องใช้นิโคติน ยกเว้นในผู้ที่ติดบุหรี่

การที่ผู้สูบบุหรี่รู้สึกว่าการสูบบุหรี่สามารถคลายเครียดได้ ก็ด้วยเหตุผลพื้นฐานเดียวกัน แต่ความเคยชินที่จะต้องสูบบุหรี่จึงทำงานได้นั้นจะเป็นเฉพาะในช่วงที่กำลังเลิกสูบบุหรี่เท่านั้น เมื่อเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จแล้ว การทำงานของสมองก็จะเหมือนคนปกติที่ไม่ต้องอาศัยนิโคตินมากระตุ้นก็ทำงานได้ดี หรือหาวิธีคลายเครียดด้วยวิธีอื่นได้

ทำไมผู้ที่ติดบุหรี่หลายคนจึงต้องสูบบุหรี่เมื่อเข้าห้องน้ำ ?
นิโคตินในควันบุหรี่มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ในระยะแรก ตามมาด้วยฤทธิ์กรดการบีบตัวของลำไส้ในภายหลัง ผู้ที่ติดบุหรี่จึงเกิดความเคยชินที่ต้องสูบบุหรี่จึงจะถ่ายออก ผู้สูบบุหรี่บางคนก็สูบในห้องน้ำเพื่อเป็นการดับกลิ่นในห้องน้ำ ซึ่งในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่การถ่ายอุจจาระไม่ต้องอาศัยนิโคตินกระตุ้น แต่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
สำหรับผู้ที่เมื่อหยุดสูบบุหรี่แล้วถ่ายอุจจาระไม่ออกนั้น จะเป็นในระยะไม่กี่วันที่กำลังอยู่ในระหว่างอดบุหรี่เท่านั้น หลังจากผ่านพ้นสามสี่วันไปแล้วร่างกายจะเริ่มปรับตัวใหม่ คือถ่ายได้เองโดยไม่ต้องสูบบุหรี่
การแก้ปัญหาการถ่ายอุจจาระไม่ออกในช่วงที่อดบุหรี่ ก็คือการกินอาหารที่มีกากมาก เช่น ผักและผลไม้ เช่น ส้มหรือมะละกอ และออกกำลังกายด้วยการเดินหรือวิ่งเยอะๆ

มีผู้เชื่อว่าหากสูบบุหรี่นานๆ แล้วหยุดสูบทันทีจะเกิดอาการป่วยขึ้นได้
เป็นความจริงที่พบว่ามีผู้สูบบุหรี่หลายคนเกิดอาการไม่สบายและได้รับการตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น มะเร็งปอด, โรคถุงลมปอดโป่งพอง หรือโรคหัวใจ หลังจากหยุดสูบบุหรี่
การวิจัยทางการแพทย์พบว่า หากไม่นับผู้สูบบุหรี่อย่างติดต่อกันจนถูกตรวจพบว่าเป็นโรคต่างๆ หรือสูบจนเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่แล้ว ในผู้ที่หยุดสูบบุหรี่จะถูกตรวจพบว่า เป็นโรคต่างๆ มากที่สุดภายในปีแรกที่เลิกสูบบุหรี่
ที่เป็นเช่นนี้เพราะความจริงมีว่า โรคต่างๆ ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ผู้สูบบุหรี่จะหยุดสูบบุหรี่ได้ และแม้เขาจะเลิกสูบบุหรี่ได้ โรคที่เป็นอยู่แล้วก็มาแสดงออกภายหลังอาจจะ 2-4 สัปดาห์ หรือ 2-3 เดือน หลังจากที่เขาเลิกสูบบุหรี่แล้ว ทำให้มีผู้เข้าใจผิดว่าเขาป่วยเพราะหยุดสูบบุหรี่ นอกจากนี้การที่ร่างกายของเขาเป็นโรคต่างๆ อยู่แล้ว ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาไม่มีความสุขกับการสูบบุหรี่เหมือนเมื่อก่อนหน้านั้น หรือเกิดอาการไม่สบายเมื่อเขาสูบบุหรี่และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ

ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าหากสูบบุหรี่มานานแล้วหยุดสูบทันทีนั้นจะเกิดอาการป่วยขึ้นได้เป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างสิ้นเชิง

เอนก ขันศรีทรง-เรียบเรียง
สุขสาระ มีนาคม 2551




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่