หัดเยอรมัน


วันที่ 5 กันยายน 2557


แพทย์หญิงจินตนา โยธาสมุทร

อามีเนาะฮฺเป็นหญิงวัย 29 ปี เธอกำลังตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน เธอไปฝากท้อง ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 2 เดือน วันหนึ่งเธอรู้สึกมีไข้ต่ำ ๆ ปวดศีรษะ, ปวดตา, เจ็บคอ, เบื่ออาหาร, คลื่นไส้ มีอาการคล้ายไข้หวัด เป็นอยู่นาน 3 วัน เมื่อย่างเข้าวันที่ 4 เธอเริ่มสังเกตว่ามีผื่นสีชมพูขนาดเล็กขึ้นบริเวณใบหน้า, ชายผม, รอบปาก, ใบหู หลังจากนั้น จึงกระจายลงมาตามคอ, แขน, ลำตัวและขาอย่างรวดเร็ว จึงรีบไปพบแพทย์ แพทย์ตรวจพบว่าเธอมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณหลังหู หลังคอทั้งสองข้างโตเป็นตะปุ่มตะป่ำ แพทย์กล่าวว่า

“สงสัยคุณจะเป็นโรคหัดเยอรมัน หมอจะขอตรวจเลือดก่อน เพื่อทำการทดสอบทางน้ำเหลือง เพื่อหาระดับสารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อหัดเยอรมันอย่างน้อย 2 ครั้ง และจะเพาะเชื้อจากจมูกและคอหอยด้วย เพื่อยืนยันให้แน่ชัดว่าเป็นหัดเยอรมันจริงหรือไม่ ? หลังจากนั้นจึงจะให้คุณกลับไปพักผ่อนที่บ้าน หมอขอแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ ถ้าเบื่ออาหารให้ดื่มนม, น้ำหวาน, น้ำผลไม้ ให้การรักษาตามอาการ ถ้าไข้สูง ให้เช็ดตัว ให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซลตามอลได้ ถ้าคันให้ใช้ยาทาแก้ผดผื่น เช่น คาลาไมน์โลชั่น ( calamine lotion) หลีกเลี่ยงการไอรดคนอื่น ควรแยกตัวเองไม่ให้เข้าใกล้คนอื่นนานประมาณ 6 วัน จนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ และหมั่นล้างมือด้วยน้ำสบู่อยู่เสมอ”

เมื่อเธอกลับมาบ้านหลังจากนั้นอีก 3 วัน เธอสังเกตเห็นว่าผื่นในแต่ละแห่งค่อย ๆ จางหายไป เมื่อผื่นที่หน้าเริ่มจางหาย ผื่นตามลำตัวซึ่งรวมกันเป็นแผ่นใหญ่จึงจางหายไป โดยไม่ทิ้งร่องรอยผื่นสีคล้ำหรือหนังลอกแบบโรคหัดธรรมดาเอาไว้ ต่อมน้ำเหลืองแถวคอค่อย ๆ ยุบหายไป โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนร้ายแรงใด ๆ เช่น ไม่มีข้ออักเสบ, สมองอักเสบ, ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ, ประสาทตาอักเสบ, ไขสันหลังอักเสบ, ตับอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เธอได้ไปพบแพทย์ตามนัดอีก แพทย์กล่าวว่า

“ผลจากการตรวจสอบทางน้ำเหลืองแสดงว่าคุณเป็นโรคหัดเยอรมัน“

โรคหัดเยอรมัน เป็นโรคซึ่งเกิดจากไวรัสที่มีชื่อว่า รูเบลลา (rubella) เชื้อนี้ชอบอยู่ในน้ำมูก, น้ำลายและเสมหะของผู้ป่วยซึ่งติดต่อโดยการไอ, จาม หรือหายใจรดกัน การสัมผัสถูกมือกัน เช่น การจับลูกปิดประตู, รีโมต, โทรศัพท์, แก้วน้ำ ซึ่งแปดเปื้อนเชื้อ เชื้อผ่านเยื่อเมือกเข้าไปในทางเดินหายใจ มักพบในคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น โรงเรียน, ที่ทำงาน โดยมีระยะฟักตัวนาน 14-21 วัน แต่เนื่องจากคุณกำลังตั้งครรภ์ 8 เดือนแล้ว ทารกในครรภ์มักจะปลอดภัยจึงนับว่าโชคดี แต่ถ้าติดหัดเยอรมันในระยะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก อาจทำให้เกิดการแท้งหรือตายคลอด ส่วนทารกที่รอดชีวิตมาได้นั้นมักจะมีความพิการแต่กำเนิด เช่น เติบโตช้า, น้ำหนักแรกเกิดน้อย, ต้อกระจก, จอประสาทตาพิการ, หูหนวก, หัวใจพิการ, ปัญญาอ่อน, ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ, ตับโต, ม้ามโต, ดีซ่าน, ตับอักเสบ, สมองอักเสบ จนอาจทำให้ทารกเสียชีวิตหลังคลอดได้ ดังนั้น แพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก แต่ถ้าตั้งครรภ์ระยะ 4-6 เดือน ทารกในครรภ์อาจมีโอกาสพิการได้เช่นกัน แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจว่าสมควรจะยุติการตั้งครรภ์หรือไม่ สำหรับคนที่ไม่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ แพทย์จะฉีดสารภูมิต้านทานอิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) ซึ่งเชื่อว่าไม่สามารถจะป้องกันการติดเชื้อหัดเยอรมันของทารกในครรภ์ได้อย่างเต็มที่ แต่อาจช่วยลดความรุนแรงของโรคที่จะเกิดกับทารกได้

อามีเนาะฮฺถามแพทย์ว่า “มีวิธีป้องกันโรคนี้ได้บ้างไหมคะ ?” แพทย์ตอบว่า ”โรคหัดเยอรมันสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีฉีดวัคซีนรวม หัด, คางทูม, หัดเยอรมัน (MMR) แก่เด็กอายุ 9-12 เดือนทุกคน และฉีดซ้ำอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 4 – 6 ปี สำหรับเด็กหญิงวัยรุ่นหรือหญิงวัยเจริญพันธุ์ ถ้ายังไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้มาก่อน ขอแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันชนิดเดียว หรือจะฉีดวัคซีนรวมคือ MMR ให้ 1 ครั้ง แต่ถ้าเป็นหญิงวัยเจริญพันธุ์แต่งงานแล้ว แนะนำให้ฉีดวัคซีนในระยะที่กำลังมีประจำเดือน หลังจากนั้นจึงคุมกำเนิดอย่างน้อย 3 เดือน แต่ถ้าบังเอิญหญิงซึ่งฉีดวัคซีนแล้วเกิด ตั้งครรภ์ภายใน 3 เดือน ก็ไม่ควรวิตกกังวล เนื่องจากยังไม่มีรายงานว่าทารกจะได้รับอันตรายจากการที่แม่ฉีดวัคซีนแล้วเป็นโรคหัดเยอรมัน”

อามีเนาะฮฺลาแพทย์กลับด้วยความสบายใจว่าเธอและลูกน้อยในครรภ์จะปลอดภัยจากโรคหัดเยอรมัน และหวังว่าเธอจะได้มาคลอด ณ โรงพยาบาลแห่งนี้ ตามคำแนะนำของแพทย์ในอีก 1 เดือนข้างหน้า

สุขสาระ มกราคม 2551




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่