เพกา


วันที่ 2 กันยายน 2557


เพกา เป็นพรรณไม้ที่พบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ เพราะเป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด ลักษณะของเพกา เป็นไม้ยืนต้นสูง 3-12 เมตร เปลือกเรียบ ใบเป็นใบประกอบยาว 30-200 ซ.ม. มีใบย่อยจำนวนมาก รูปร่างคล้ายรูปไข่ ปลายใบแหลม ใบกว้าง 4-8 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อใหญ่ ยาว 50-150 ซ.ม. ดอกย่อยมีสีม่วงแดง ผลเป็นฝักแบบยาวคล้ายดาบ กว้าง 6-15 ซ.ม. ยาว 60-120 ซ.ม. ภายในมีเม็ดแบนและมีเยื่อบางๆ อยู่ล้อมรอบ

เพกา หรือ ลิ้นฟ้า ในแต่ละท้องถิ่นมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ภาคกลาง, ภาคใต้ เรียก “ฝักเพกา” ภาคเหนือเรียก “มะลิ้นไม้ ลิ้นไม้” ภาคอีสานเรียกว่า “หมากลิ้นฟ้า, ฝักลิ้นฟ้า, ฝักลิ้นงู, ลิ้นไม้” ที่มีชื่อเรียกแบบนี้เนื่องจากว่า ฝักเพกามีลักษณะแบนยาว ห้อยระย้าลงมาคล้ายๆ ลิ้น
เพกาจัดเป็นสมุนไพรที่หมอยาสามัญประจำบ้านใช้มากชนิดหนึ่ง ทั้งในส่วนของใบ, ราก, เปลือก, ต้นและเมล็ด โดยในแต่ละส่วนมีสรรพคุณแตกต่างกันออกไป ดังนี้
*ใบ เป็นยาเย็น ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของยาเขียว โดยมีรสฝาดขม ต้มน้ำดื่มแก้ปวดข้อ, แก้ปวดท้อง ช่วยในการเจริญอาหารได้ดี
*ราก มีรสฝาดขม เป็นยาแก้ท้องร่วง ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อักเสบฟกช้ำบวม
*เปลือกต้น รสขมเย็น เป็นยาฝาดสมาน ดับพิษโลหิต, ดับพิษกาฬ, แก้น้ำเหลืองเสีย ป่นเป็นผงหรือชงกินกับน้ำ ใช้ขับเหงื่อ, แก้ไขข้ออักเสบเฉียบพลัน เป็นยาขมเจริญอาหาร ต้มกินแก้เสมหะจุกคอ, ขับเสมหะ, ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ, บำรุงโลหิต, แก้บิด, แก้จุกเสียด, แก้พิษซาง, แก้ละออง ใช้ทาแก้ปวดฝี, แก้ฟกช้ำบวม ผงเปลือกผสมขมิ้นชันเป็นยาแก้ปวดหลังของม้าได้ ในส่วนของเปลือกต้นนี้ผู้เฒ่าผู้แก่สมัยก่อนนิยมเอามาต้มน้ำให้แม่ลูกอ่อนดื่ม ช่วยขับน้ำคาวปลาให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ดับพิษโลหิตและบำรุงเลือด นอกจากนี้แล้วชาวบ้านยังนำเอาเปลือกเพกาไปเผาไฟ จากนั้นก็นำมาแช่น้ำเย็นเอาน้ำที่แช่เพกานั้นมาดื่มแก้ร้อนในได้อีกด้วย
*เมล็ดของเพกาเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่อยู่ในน้ำจับเลี้ยง เป็นยาเย็น มีฤทธิ์แก้ไอขับเสมหะ

นอกจากนี้ เพกายังจัดเป็นยาโป๊วที่ไม่เป็นสองรองใคร สามารถใช้ได้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี เพราะเพกามีรสขมร้อน และยังมีรายงานทางเภสัชวิทยาพบว่าเพกามีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล ซึ่งการที่มีสรรพคุณช่วยลดคอเลสเตอรอลนั้นจะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และมีรายงานการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งคือ มีการวิจัยผักพื้นบ้านไทย ของคุณเกศินี ตระกูลทิวากร จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าจากผักพื้นบ้านทั้งหมด 48 ชนิด เพกาเป็น 1 ใน 4 ของผัก 48 ชนิด ที่มีฤทธิ์ต้านการก่อมะเร็งสูงสุด เนื่องจากว่าในเพกามีวิตามินซีสูงมาก สูงถึง 484 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม ในขณะที่มะนาวมีเพียง 20 มิลลิกรัม นอกจากนี้ฝักเพกายังมีวิตามินเอ 8,221 มิลลิกรัมใน 100 กรัม มีพอๆ กับผักตำลึงเลยทีเดียว

เพกา ยังมีประโยชน์ทางอาหารด้วย ซึ่งสามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ โดยส่วนที่ใช้เป็นผักสดก็คือ ยอดอ่อน ในส่วนของดอกและฝักอ่อนของเพกานั้น ถ้าเป็นดอกก็นำมาต้มหรือลวกให้สุกรับประทานร่วมกับน้ำพริก ส่วนของฝักอ่อนของเพกาซึ่งมีรสขม ชาวบ้านนิยมใช้วิธีเผาให้สุกเพื่อลดรสขม โดยเผาไฟให้ผิวนอกไหม้เกรียมและขูดผิวที่ไหม้ไฟออก หรืออาจใช้วิธีต้มก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยเป็นที่นิยม หลังจากนั้นก็สามารถนำไปรับประทานเป็นผักร่วมกับน้ำพริก, ลาบ, ก้อย, ยำ หรือนำมาหั่นฝอยตามขวางเป็นชิ้นเล็กๆ ปรุงเป็นแกง, ผัด หรือนำมายำตามใจชอบ

กัลยาณา-เรียบเรียง
สุขสาระ มีนาคม 2551




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่