หะลาล หะรอม ทางการแพทย์ (3)


วันที่ 17 สิงหาคม 2557


หะลาล หะรอม ทางการแพทย์ ตอนที่ 3
การชันสูตรพลิกศพและการทดลองในมนุษย์
สรินยา พระจันทร์ศรี :บันทึก

การเสวนาเรื่อง การชันสูตรพลิกศพและการทดลองในมนุษย์
โดย รศ.พญ.ดุษฎี สกลยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายเกี่ยวกับการตรวจว่า การตรวจศพเป็นขบวนการตรวจหลังตายเพื่อตรวจหาเหตุและพฤติการณ์การตายที่ยังไม่ชัดแจ้ง โดยแพทย์อาจจะสงสัยสาเหตุของการเสียชีวิต หรือ เจ้าพนักงานชันสูตรสงสัยพฤติการณ์การตายซึ่งการตรวจศพ (Autopsy) โดยทั่วไป มี 2 ประเภท คือ

1. การตรวจศพทางวิชาการ (Clinical / Academic Autopsy) เป็นการตรวจศพที่ตายตามธรรมชาติ คือ เกิดตาย แก่ตาย และการป่วยตาย การผ่าศพประเภทนี้ ต้องได้รับอนุญาตจากญาติสายตรงญาติสายตรงผู้มีสิทธิ เรียงตามลำดับความใกล้ชิดจาก มากไปหาน้อยคือ คู่สมรส บุตรที่บรรลุนิติภาวะ บิดามารดา พี่น้องที่บรรลุนิติภาวะปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา บุคคลที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่หรือผู้อุปการะ หากกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีญาติ หรือญาติไม่มาติดต่อ ต้องให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เป็นผู้ลงนามอนุญาตตรวจศพ

จุดประสงค์ของการตรวจศพทางวิชาการ คือ แพทย์ต้องการทราบสาเหตุการตาย หรือ พยาธิสภาพของผู้ป่วย ผลการรักษาการตรวจศพประเภทนี้ กระทำโดย “พยาธิแพทย์”ผลการตรวจ จะนำมาใช้ในทางวิชาการเท่านั้น
2. การตรวจศพทางคดี (Medicolegal / Forensic Autopsy) เป็นการตรวจศพที่เสียชีวิตในลักษณะผิดธรรมชาติ เช่น การตายกะทันหัน ตายมีข้อสงสัยมีเงื่อนงำ การตายที่มีการฟ้องร้องทางคดี ถูกฆาตกรรม หรือการตายในระหว่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าพนักงาน การตายโดยผิดธรรมชาติ คือ 1) ฆ่าตัวตาย 2) ถูกผู้อื่นทำให้ตาย 3) ถูกสัตว์ทำร้ายตาย 4) ตายโดยอุบัติเหตุ 5) ตายโดยยังมิปรากฏเหตุทั้งนี้ ในการตรวจศพทางคดี กฎหมายกำหนดให้ผ่าตรวจศพได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาตจากญาติสายตรง

วัตถุประสงค์ในการชันสูตรพลิกศพทางคดี คือ ต้องการจะให้ผู้ที่ทำการชันสูตรพลิกศพ หรือผู้ที่ได้ทำการผ่าศพพิสูจน์ รายงานความเห็นว่า
1. ผู้ตายเป็นใคร
2. ตายมานานเท่าใด
3. สาเหตุการตาย
4. พฤติการณ์ที่ตาย

รศ.พญ.ดุษฎี บรรยายต่อว่า ผู้ที่มีหน้าที่ทำการชันสูตรพลิกศพ ประกอบด้วย
(1) พนักงานสอบสวน (2) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง (3) แพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้แก่ แพทย์นิติเวช / แพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐ / แพทย์ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด / แพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชน / แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ขึ้น ทะเบียนเป็นแพทย์อาสาสมัครตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับการตรวจศพทางคดี ในประเทศไทยทำได้ 2 แบบ คือ
1. การชันสูตรพลิกศพโดยไม่ผ่า คือ การตรวจสภาพภายนอกของศพ ดูเพศ อายุ เชื้อชาติ สิ่งของติดตัว ฯลฯ เพื่อพิจารณาว่าผู้ตายคือใคร ดูสภาพการเปลี่ยนแปลงของศพภายหลังตาย เพื่อประมาณเวลาตาย ดูลักษณะบาดแผลที่ปรากฏเพื่อสันนิษฐานสาเหตุของการตายการตรวจ ดังกล่าวจะต้องพลิกศพดูทั้งด้านหน้าและด้านหลังของศพ จึงใช้คำว่า "พลิกศพ”
2. การชันสูตรพลิกศพโดยการผ่าศพตรวจ คือ การชันสูตรพลิกศพโดยการผ่าศพตรวจ เป็นการกระทำเมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อหาสาเหตุการตายในกรณีที่การพลิกศพไม่สามารถบ่งบอกสาเหตุการตายได้ชัดเจน

รศ.พญ.ดุษฎี บรรยายต่ออีกว่า สำหรับประเด็นการตรวจศพมุสลิมนั้น กระทรวงมหาดไทยได้ออกหนังสือที่ มท 387/2500 ลงวันที่ 31 มกราคม 2500 มีข้อความว่า "ขอให้งดเว้น การผ่าศพชาวไทยอิสลามที่ถูกฆาตกรรมแทงตาย ยิงตายหรือโดยอุบัติเหตุ หรือถึงแก่กรรมโดยมิได้ปรากฏเหตุ"
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ในการชันสูตรพลิกศพฉบับที่ 3 พ.ศ. 2527 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 ข้อ 319 มีข้อความว่า "การชันสูตรพลิกศพ ผู้ที่เป็นชาวไทยอิสลาม ถ้าจะต้องทำการดังกล่าวในวรรคก่อน ก็ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงการผ่าศพ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการผิดต่อลัทธิศาสนาอิสลาม”

สำนักจุฬาราชมนตรี มีหนังสือ ที่ สฬ223/2541, วันที่ 12 ตุลาคม 2541 เรื่อง ขอความกระจ่างเกี่ยวกับการผ่าศพชาวไทยอิสลาม ความว่า "มนุษย์ทุกคนที่พระองค์อัลลอฮฺทรงสร้างมานั้นเป็นสิทธิของพระองค์ มุสลิมจึงเป็นสิทธิของพระผู้เป็นเจ้า ต้องรักษาไว้ในสภาพเดิมทุกประการ หมายถึงศพอยู่ในสภาพใดก็ให้อยู่ในสภาพนั้น ห้ามมิให้ผู้ใดตัด หรือทำลายศพโดยเด็ดขาด”

อย่างไรก็ตาม จากรายงานการเก็บข้อมูลกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศมุสลิม ศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย หัวข้อเรื่อง “ระบบการชันสูตรพลิกศพในประเทศมุสลิม กรณีศึกษาเฉพาะประเทศอิหร่าน และอียิปต์”โดย ว่าที่ร้อยตรี พรินทร์ เพ็งสุวรรณ พบว่าในทางปฏิบัติ พนักงานสอบสวนและแพทย์จะดำเนินการกับศพที่นับถือศาสนาอิสลาม จำแนกวิธีปฏิบัติ ได้ 3 ประเภท ดังนี้ คือ 1) แพทย์จะไม่ทำการชันสูตรพลิกศพ 2) แพทย์ทำการตรวจศพแต่เพียงภายนอก และ 3) แพทย์ทำการผ่าศพเพื่อพิสูจน์

ส่วนการชันสูตรพลิกศพตามหลักศาสนาอิสลามจัดแบ่งประเภทไว้ 3 ประเภท คือ 1) การชันสูตรพลิกศพ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ด้านศาสนบัญญัติ 2) การชันสูตรพลิกศพเพื่อพิสูจน์โรคภัย 3) การชันสูตรพลิกศพเพื่อ วิชาการทางการแพทย์ ซึ่งมุมมองของนักวิชาการอิสลามในเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่คัดค้านการผ่าศพ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาเกียรติของผู้ตาย และฝ่ายที่อนุญาตให้ผ่าศพ โดยเหตุผลว่า เพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาในคดีอาญา หรือเพื่อวินิจฉัยโรค ซึ่งอนุญาตให้ทำ

รศ.พญ.ดุษฎี กล่าวว่า จากการศึกษาทัศนะของนักวิชาการอิสลามต่อการชันสูตรพลิกศพและผ่าศพ สามารถจำแนกแนวคิดออกเป็น 2 สมัย คือ สมัยยุคดั้งเดิม ที่ยึดหลักตามบทบัญญัติทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ซึ่งไม่เห็นด้วยต่อการผ่าศพ และยุคสมัยใหม่ที่อนุญาตให้มีการชันสูตรพลิกศพและผ่าศพได้ในกรณีที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการทางคดีอาญา และเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ โดยกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการชันสูตรศพที่ชอบด้วยหลักบัญญัติอิสลาม ไว้ดังนี้
1. ต้องได้รับการยินยอมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
2. ต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด และ
3. ต้องไม่กระทำในลักษณะที่เป็นการประจานศพ

“การชันสูตรพลิกศพและการผ่าศพทางศาสนาอิสลามเดิมทีเป็นสิ่งต้องห้าม แต่เมื่อพิจารณาถึงหลักความจำเป็นและหลักประโยชน์ ทำให้การชันสูตรศพที่ต้องห้ามกลายเป็นสิ่งที่อนุญาต ดังนั้นการชันสูตรพลิกศพ จึงต้องอยู่ภายใต้ขอบข่ายที่จำเป็นเท่านั้น ห้ามมิให้ล่วงเกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพหรือผ่าศพพึงต้องตระหนักตลอดเวลาว่า การตรวจชันสูตรพลิกศพอนุญาตให้กระทำได้ภายในขอบข่ายซึ่งมีความจำเป็นเพื่อบรรลุถึงวัตถุประสงค์แห่งความสงสัยเท่านั้น” รศ.พญ.ดุษฎี กล่าว

อาจารย์สุภาพ เรืองปราชญ์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ยาตีมทีวี กล่าวถึงการขอตรวจศพ หรือการชันสูตรพลิกศพตามแนวทางของศาสนาอิสลามว่า ปัจจุบันประชากรในประเทศไทยมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการตรวจศพและการชันสูตรศพน้อยมาก และขาดความรู้ ความสามารถที่จะกระทำได้อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ตามหลักการของศาสนาอิสลามกำหนดให้กระทำต่อผู้ตายเสมือนเขายังมีชีวิตอยู่ แต่หากเกิดความจำเป็นก็ให้พิจารณาตามความสำคัญ เช่น
1. การผ่าศพเพื่อการศึกษาทางวิชาการ สามารถทำได้ในกรณีที่มีความจำเป็นเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงหากมีศพอยู่จำนวน 2 ศพ เป็นศพที่เป็นมุสลิม จำนวน 1 ศพ และศพที่มิใช่มุสลิมอีกจำนวน 1 ศพ ก็ให้นำศพของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมไปศึกษาก่อน ทั้งนี้ เพราะหลักการของศาสนาอื่น บัญญัติว่า การบริจาคศพเพื่อการศึกษา ถือว่าเป็นการทำการกุศล
2. การผ่าศพเพื่อผลทางคดีอาญา เป็นการดำเนินการเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ศาสนาอนุญาตแต่ต้องดำเนินการด้วยความรัดกุมที่สุด
3. การผ่าศพเพื่อตรวจโรค กรณีดังกล่าว หากมีความจำเป็นต้องผ่าศพและการผ่าศพนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม ก็ถือว่าทำได้ เพราะเป็นเรื่องจำเป็น

ดร.วิสุทธิ์ กล่าวเสริมว่า สำนักจุฬาราชมนตรี มีบัญญัติซึ่งออกเมื่อปี พ.ศ. 2549 ให้กระทำการโดยยึดหลักใหญ่ คือ การให้ความเคารพต่อศพ แต่หากมีเหตุจำเป็นจะต้องผ่าพิสูจน์ศพก็ให้ทำได้เท่าที่มีความจำเป็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากจำเป็นจริงๆ ศาสนาอนุญาตให้ผ่าศพได้ เพื่อความเป็นธรรมทางคดีอาญา และความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การเสียชีวิตผิดธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ก็ถือว่ามีความจำเป็นที่ต้องพิสูจน์ศพ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่อยากให้ผ่าพิสูจน์ศพ เพราะไม่มีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น จึงทำให้เห็นว่า อิสลามขาดนักนิติวิทยา ที่จะสามารถทำงานช่วยเหลือพี่น้องมุสลิม ที่จะสามารถให้ความยุติธรรมกับประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามได้ เพราะถ้าเรามีความรู้ เราสามารถให้ความรู้ เผยแพร่ความรู้ออกไป อันจะทำประโยชน์ให้กับพี่น้องมุสลิมและประชาชาติของอิสลามต่อไปได้

ประเด็นคำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนา ถามว่า หากศพของมุสลิมมีความจำเป็นต้องผ่าพิสูจน์ศพ การผ่าพิสูจน์ศพจะใช้เวลานานแค่ไหน จะเสร็จทันใน 1 วันหรือไม่
รศ.พญ.ดุษฎี กล่าวชี้แจงว่า ขั้นตอนและกระบวนการการผ่าพิสูจน์ศพในประเทศไทยนั้นยังยุ่งยากมาก และเป็นการยากที่จะทำให้เสร็จภายใน 1 วัน แต่ถ้าศพนั้นเป็นศพของมุสลิมผู้ผ่าพิสูจน์ศพก็จะกระทำอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

อาจารย์สุภาพ กล่าวเสริมว่า ในสมัยของท่านนบีฯ ไม่ได้มีตัวบทที่จะกำหนดว่าจะต้องฝังศพภายใน 24 ชั่วโมง แต่บอกไว้ว่าไม่ให้เก็บศพไว้ข้ามวันในกรณีที่มีการตายตามธรรมชาติ แต่หากมีเหตุจำเป็น เช่น มีคดีฟ้องร้อง ก็สามารถยืดเวลาออกไปได้ เพื่อหาความยุติธรรม แต่เมื่อเสร็จแล้วให้รีบจัดการศพให้เร็วที่สุด

ประเด็นคำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนา ถามต่อว่า ศพของมุสลิมสามารถฉีดสารฟอร์มาลีนได้หรือไม่
อาจารย์สุภาพ ตอบว่า ในสมัยของท่านนบีฯ ไม่มีการฉีดสารฟอร์มาลีน หากไม่มีเหตุจำเป็นก็ไม่ควรกระทำ แต่หากมีความจำเป็นก็ต้องรับฟังคำแนะนำของแพทย์และปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ

ประเด็นคำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนา ถามต่อว่า มุสลิมสามารถจะบริจาคดวงตาได้หรือไม่ ?
อาจารย์สุภาพตอบว่า หากผู้รับเป็นคนดี เป็นบุคคลที่เราคาดหวังในตัวเขาได้ว่าเขาจะสร้างประโยชน์ได้ในอนาคต ก็ให้บริจาคดวงตาให้แก่บุคคลนั้นได้ แต่ถ้าหากเป็นการบริจาคโดยไม่รู้ว่าจะให้กับใครนั้น ศาสนาไม่อนุญาต

ประเด็นคำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนา ถามต่ออีกว่า มุสลิมสามารถบริจาคเลือดได้หรือไม่ ?
อาจารย์สุภาพ ตอบว่า ความคิดเห็นส่วนตัวเห็นว่าทำได้ เพราะมุสลิมบางส่วนเวลาเจ็บป่วย ไม่สบายเข้าโรงพยาบาล สามารถรับเลือดของคนต่างศาสนาได้ซึ่งมุสลิมก็ควรบริจาคเลือดให้กับโรงพยาบาลได้ด้วย เพราะเป็นการบริจาคเลือดโดยไม่มีการตั้งเงื่อนไข

อาจารย์สุภาพ กล่าวต่อถึงเรื่องการทดลองในมนุษย์และสัตว์อีกว่า การแพทย์ในปัจจุบันมีความทันสมัย และมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงมีการคิดค้นกระทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งการนำความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ นั้นมาทดลองในมนุษย์และสัตว์ ซึ่งดังกล่าวนั้นเป็นมุมมองทางการแพทย์และเทคโนโลยี แต่สำหรับหลักการด้านศาสนาแล้ว การทดลองกับมนุษย์นั้น หากผลการทดลองเกิดในทางบวกมากกว่าก็ให้กระทำได้ แต่หากผลการทดลองเท่ากันหรือไม่ดีกว่าเดิม ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกระทำ ให้รอไว้ก่อน หรือใช้ของเดิมที่มีอยู่น่าจะดีกว่า

ส่วนการทดลองในสัตว์ ทำได้หรือไม่นั้น ฟัตวา บอกไว้ว่า สามารถทำได้เท่าที่มีความจำเป็น แต่ถ้าหากว่าการทดลองของเดิมมีอยู่แล้ว และดีอยู่แล้ว ก็ขอให้ใช้ของเดิมดีกว่า เพราะมีฮะดิษบอกไว้ว่า “หากจะฆ่าสัตว์ก็ให้ฆ่าได้ แต่ต้องทำให้สัตว์ได้รับการทารุณน้อยที่สุด”

ประเด็นคำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนา เกี่ยวกับการทดลอง ถามว่า มุสลิมสามารถเข้าร่วมการเป็นประชากรตัวอย่างในการวิจัยได้หรือไม่ เช่น การเจาะเลือด, การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัด 2009
อาจารย์สุภาพ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมและสนับสนุน

ประเด็นคำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนา ถามต่อว่า การฉีดอินซูลินให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากเป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนผสมของหมู กระทำได้หรือไม่ ?
อาจารย์สุภาพ ตอบว่า ถ้าส่วนประกอบของยามีส่วนผสมของหมู ไม่อนุญาตให้ใช้ได้ ขอให้ใช้ยาชนิดอื่นแทนดีที่สุด

ประเด็นคำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนา ประเด็นสุดท้าย ถามว่า มุสลิมสามารถใช้เครื่องสำอางที่สกัดจากสัตว์ได้หรือไม่ เช่น เซรั่ม
อาจารย์สุภาพ ตอบว่า เครื่องสำอางชนิดต่างๆ ที่มีส่วนผสมของสัตว์ เช่น รกแกะ หรือส่วนอื่นๆ ถ้าหากเราไม่มั่นใจว่าสัตว์ชนิดนั้นผ่านการเชือดอย่างถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม ก็ถือว่าหะรอม และเครื่องสำอางที่ทำมาจากรกแกะ ถือว่าเป็นนายิส ดังนั้น หากไม่มั่นใจก็ขอให้หลีกเลี่ยงจะดีที่สุด

สุขสาระ มกราคม 2556




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่