น้ำมันงา ประโยชน์และคุณค่ามากกว่าที่คิด


วันที่ 14 สิงหาคม 2557


คนโบราณนิยมใช้น้ำมันงาในการรักษาตัวเองมาหลายพันปีแล้ว ทั้งในประเทศอินเดียและจีน ทั้งนี้เพราะมีสรรพคุณต้านแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัสได้ สามารถช่วยลดการอักเสบ ทำให้หลอดเลือดแดงดีขึ้น ลดการอุดตันของหลอดเลือด อีกทั้งมีการวิจัยพบว่า กรด Linoleic ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็น ในน้ำมันงา ประกอบกับมีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงสามารถสกัดการเติบโตของเซลล์มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้ด้วย เมื่อเข้าสู่หลอดเลือดจะช่วยลดจำนวน LDL ในหลอดเลือดซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

LDL ย่อมาจากคำว่า low density lipoprotein คือ ไขมันที่ความหนาแน่นต่ำ เป็นไขมันที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง LDL เป็นผู้ร้ายตัวจริง ยิ่งมีมากยิ่งก่อปัญหาเส้นเลือดอุดตัน

นอกจากนี้ยังสามารถใช้กลั้วคอ และบ้วนปากเพื่อลดเชื้อที่ทำให้เหงือกอักเสบ เจ็บคอ และเชื้อหวัด ทั้งยังใช้หยอดจมูก ประมาณ 1 – 2 หยด เพื่อรักษาไซนัส และทาผิวสำหรับผู้เป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือผิวแห้งได้

ประโยชน์ของน้ำมันงายังไม่หมดเพียงเท่านี้ ว่ากันว่า ชาวทิเบต ยังใช้น้ำมันงาหยอดจมูกข้างละ 1 หยด เพื่อช่วยให้นอนหลับ และลดความกระวนกระวายได้ชะงักนัก แถมน้ำมันงายังมีสรรพคุณช่วยในการระบายอีกด้วย โดยจิบเพียง 1 ช้อนชาก่อนนอน ก็จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ แต่ห้ามใช้ขณะท้องร่วงเด็ดขาด

ในด้านความงาม น้ำมันงา เมื่อใช้หมักผมจะช่วงป้องกันรังสียูวี ช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้น และหนังศีรษะไม่แห้ง หากทาผิวจะช่วยจับสารพิษชนิดละลายน้ำ พอล้างน้ำหรืออาบน้ำสารพิษเหล่านั้นก็จะหลุดไป ที่สำคัญยังช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัย และยังช่วยรักษารอยแผลเป็นเล็กๆ น้อยๆ ได้ เมื่อผสมน้ำชำระส่วนปกปิดจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการคัน (Vaginal yeast infections) และเนื่องจากน้ำมันงามีสารที่มีผลคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง จึงมีผู้ใช้ทาเฉพาะที่เพื่อช่วยลดการเปลี่ยนแปลง เช่น การเกิดการบางตัวของผิวที่อาจทำให้มีอาการระคายเคืองเมื่อฮอร์โมนหญิงลดลง ชาวอินเดียใช้ทาหน้าท้องเมื่อปวดประจำเดือน

สำหรับทารกน้ำมันงาจะช่วยป้องกันการเกิดการระคาย เกิดผื่นแดงที่ผิวจากปัสสาวะและความอับชื้น เมื่อใช้ทาผิวบริเวณจมูกและหูจะช่วยป้องกันโรคผิวหนังที่อาจเกิดบริเวณเหล่านี้ สำหรับเด็กที่เป็นหวัดและติดหวัดบ่อย ใช้น้ำมันงาเช็ดภายในผนังจมูกเล็กน้อยจะช่วยลดการติดเชื้อที่มาเข้าสู่ร่างกายได้

เห็นประโยชน์และสรรพคุณมากมายของน้ำมันงาขนาดนี้เราคงต้องไปหามาทดลองใช้กันหน่อย แต่การเลือกซื้อจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ในการใช้สอยเป็นหลัก โดยขอแนะนำชนิดและวิธีใช้น้ำมันงา ดังนี้
1. น้ำมันงาที่ผ่านกระบวนการบีบเย็น คือ น้ำมันงาที่บริสุทธิ์ไม่ผ่านการฟอกสี และการต้มกลั่น แต่จะนำเมล็ดงามาบีบคั้นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 45 องศาเซลเซียส จึงคงคุณค่าสารอาหารไว้ครบถ้วน จะมีสีเหลืองใส กลิ่นอ่อนๆ เหมาะสำหรับการปรุงอาหารที่ไม่ต้องใช้ความร้อน หรือใส่ในอาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว
2. น้ำมันงาที่ผ่านกระบวนการบีบร้อน คือ การคั้นน้ำมันงาจากเมล็ดด้วยการบดหรือหีบ เพื่อให้ได้น้ำมันงาออกมา แต่จะต้องนำเมล็ดงาไปคั่วให้ได้ที่ก่อน แล้วจึงนำมาบดหรือหีบ ซึ่งน้ำมันงาที่ได้นี้จะมีกลิ่นหอมกว่า แต่อาจจะเสียคุณค่าสารอาหารบางชนิดไป จากกระบวนการผ่านความร้อน เหมาะสำหรับการใช้ปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อน ซึ่งจะช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม และสามารถเก็บไว้ได้นานไม่เหม็นหืนง่าย

วิธีการปรุงอาหารด้วยน้ำมันงาให้อร่อย
นั้นไม่ยาก เราขอแนะนำเมนูต่อไปนี้
1. หุงข้าวผสมน้ำมันงา โดยการเติมน้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะลงในข้าวที่เริ่มหุง จากนั้นก็หุงข้าวตามปกติจะได้ข้าวที่หอม นุ่ม อร่อย และไม่บูดง่าย
2. ดับกลิ่นคาวปลา ด้วยการหมักเนื้อปลาหรืออาหารทะเลกับน้ำมันงาก่อนนำไปปรุงอาหาร
3. ใส่ในอาหารจานผัด ไม่ว่าจะเป็น ผัดผัก ผัดเต้าหู้ หรือผัดอื่นๆ
4. ผสมเป็นน้ำจิ้มสุกี้ หรือจะทำเป็นน้ำสลัดก็ได้

ดาวุด ทับอุไร-เรียบเรียง
สุขสาระ พฤศจิกายน 2555




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่