หะลาล หะรอม ทางการแพทย์ (1)


วันที่ 13 สิงหาคม 2557


หะลาล หะรอม ทางการแพทย์ครั้งที่ 2 (ตอนที่ 1)
สรินยา พระจันทร์ศรี ผู้บันทึกและรายงานการจัดเสวนา

หมายเหตุ “สุขสาระ”
แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย(สสม.) จัดให้มีการเสวนาเรื่อง “หะลาล หะรอม ทางการแพทย์ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ได้มีการเสวนาเกี่ยวกับหะลาลหะรอมในการวินิจฉัยและการตรวจรักษา เช่น การวินิจฉัยการตาย หัวใจหยุดเต้นหรือสมองหยุดทำงาน การบริจาคร่างกายทั้งหมดหรือบางส่วนได้หรือไม่ การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ตลอดจนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์มีเวชภัณฑ์ใดบ้างที่มีส่วนผสมที่หะรอม ในมุมมองอิสลามว่าอย่างไร ซึ่งจากการเสวนาได้สร้างความกระจ่างในเรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดียิ่ง แต่ก็ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ผู้เข้าร่วมการเสวนาสนใจอีกมากมาย จึงส่งผลให้ต้องมีการจัดเสวนาครั้งที่ 2 ขึ้นอีก โดยการจัดเสวนาในครั้งนี้ ได้กล่าวถึงเรื่อง สูตินรีเวช ที่เกี่ยวกับการ อุ้มบุญ การทำกิ๊ฟท์ การทำแท้ง การคุมกำเนิด และเรื่องเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพ การทดลองในมนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจของประชาชนในขณะนี้

อนึ่ง ในหัวข้อเรื่องการวินิจฉัยการตาย หัวใจหยุดเต้น หรือสมองตาย “สุขสาระ” ได้นำเสนอบทความของ คุณหมอกษิดิษ ศรีสง่า มาแล้ว ในฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2555

--------------------------------------------------------------------------------------------------

นายแพทย์ดาเนียล เบ็ญราฮีม สูติแพทย์ โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี กรุงเทพมหานคร วิทยากรได้บรรยายเกี่ยวกับการมีบุตรยาก จนเป็นสาเหตุให้ต้องมีการทำกิ๊ฟท์ หรือ การอุ้มบุญว่า “ภาวะการณ์มีบุตรยาก คือ ภาวะที่คู่สมรสไม่สามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากที่ได้พยายามมีบุตรมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี โดยที่ไม่ได้คุมกำเนิด และมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสาเหตุจะมาจากฝ่ายชาย ร้อยละ 40 จากฝ่ายหญิงร้อยละ 50 ซึ่งสาเหตุการมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย อาจมาจาก (1) การสร้างเชื้ออสุจิที่ผิดปกติ เช่น เส้นเลือดขอดที่ถุงอัณฑะ ลูกอัณฑะไม่ลงในถุงอัณฑะ ลูกอัณฑะฝ่อ (2) การขนส่งเชื้ออสุจิผิดปกติ เช่นการอุดตันของท่อน้ำเชื้อแต่กำเนิด การติดเชื้อกามโรค (3) การมีเพศสัมพันธ์และการหลั่งน้ำเชื้อที่ผิดปกติ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ห่างเกินไป กามตายด้าน หรืออาจจะมาจากสาเหตุอื่น เช่น ความเครียด และการทำงานหนัก เป็นต้น...

...ส่วนสาเหตุการมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายหญิง อาจมาจาก (1) ความผิดปกติของการสร้างไข่ หรือ การตกไข่ เช่น ความผิดปกติที่รังไข่ และโรคทางต่อมไร้ท่ออื่นๆ (2) ความผิดปกติของอุ้งเชิงกราน และ/หรือ หลอดมดลูกอุดตัน เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ ภาวะติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (3) ภาวะติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือ รูปากมดลูกตีบตันรูปากมดลูกตีบตันซึ่งจากสาเหตุดังกล่าวจากทั้งของผู้ชายและผู้หญิงเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะการณ์มีบุตรยาก”

นายแพทย์ดาเนียล กล่าวต่อว่า “สำหรับการรักษาภาวะการณ์มีบุตรยาก กรณีที่สาเหตุเกิดจากฝ่ายหญิง เช่น ช่องคลอดและปากมดลูกอักเสบ รักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ อาการอักเสบในช่องคลอด รักษาโดยการจี้ปากมดลูก อาการอักเสบในช่องคลอด รักษาโดยการผ่าตัด ความผิดปกติจากการทำงานของรังไข่หรือ ไข่ไม่ตกรักษาโดยการให้ยารับประทาน หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ...

...ส่วนการรักษาภาวะการณ์มีบุตรยากที่สาเหตุมาจากผู้ชาย เช่น ตรวจพบเส้นเลือดขอดในถุงอัณฑะ รักษาโดยการ ผ่าตัดผูกเส้นเลือด อาการเชื้ออสุจิผิดปกติไม่ทราบสาเหตุ รักษาโดยการคัดเลือกตัวอสุจิที่แข็งแรงที่สุดฉีดเข้าโพรงมดลูก

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการรักษาโดยการทำการผสมเทียม (IUI : Intra Uterine Insemination) คือ การใช้เครื่องมือฉีดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงที่สุดเข้าไปภายในโพรงมดลูกในช่วงที่มีการตกไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างตัวอสุจิกับไข่ของสตรี ซึ่งอัตราการตั้งครรภ์จากการผสมเทียมอยู่ที่ ร้อยละ 10-20 ต่อรอบเดือน

การรักษาโดยการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้าช่วย เช่น การทำกิ๊ฟท์ (GIFT : Gamete Intrafallopian Transfer) คือ การนำไข่และอสุจิใส่กลับเข้าไปในหลอดมดลูกโดยหวังให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนและเดินทางไปฝังตัวที่โพรงมดลูกได้
การทำเด็กหลอดแก้ว
(IVF : In Vitro Fertilization)คือ การนำไข่และอสุจิมาผสมให้เกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนในห้องทดลองแล้วนำตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกให้เกิดการตั้งครรภ์
การทำซิ๊ฟ
(ZIFT : Zygote Intrafallopian Transfer) เป็นการใส่ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิ ระยะ 1 เซลล์ เข้าหลอดมดลูกทางช่องคลอดหรือหน้าท้อง
การทำอิ๊กซี่ (ICSI : Intra Cytoplasmic Sperm Injection) คือ การฉีดอสุจิ 1 ตัวเข้าไปในไข่ โดยไม่รอให้เกิดการปฏิสนธิเอง
การแช่แข็งตัวอ่อน (Embryo Cryopreservation) คือการนำไข่ที่ปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิในห้อง จนเป็นตัวอ่อนระยะแรก มาแช่แข็งที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส
การแช่แข็งอสุจิ (Sperm Cryopreservation)การเก็บรักษาตัวอสุจิไว้ที่อุณหภูมิ - 196 องศาเซลเซียส

“...การรักษาภาวะการณ์มีบุตรยากโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงช่วยการเจริญพันธุ์นั้น สามารถช่วยให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้แค่ ร้อยละ 20-30 ต่อรอบการทำเท่านั้น ซึ่งการทำดังกล่าวจะต้องอาศัยความร่วมมือของคู่สมรส และที่สำคัญต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้ คู่สมรสต้องทำความเข้าใจกระบวนการรักษา พร้อมทั้งเผื่อใจยอมรับหากทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ...

...ส่วนการตั้งครรภ์แทน หรือการอุ้มบุญ นั้น เป็นการนำไข่และอสุจิของสามี ภรรยา มาผสมในหลอดแก้ว แล้วนำไปฝากไว้กับผู้หญิงคนอื่น โดยผู้หญิงที่จะมาตั้งครรภ์แทนนั้นจะต้องไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส และที่สำคัญไข่ ต้องไม่ใช่ไข่ของผู้หญิงที่จะมาตั้งครรภ์แทน...

...อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการตั้งครรภ์แทน หรือการอุ้มบุญนั้น กฎหมายของประเทศไทยยังไม่ยอมรับให้มีการตั้งครรภ์แทน เพราะกฎหมายของประเทศไทยกำหนดว่า ผู้ที่จะมีสถานะเป็นแม่ของเด็กได้ ก็คือ ผู้หญิงที่คลอดบุตร” นายแพทย์ดาเนียล กล่าว

ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ ผู้ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรีประจำภาคใต้ และ อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา กล่าวว่า “..เมื่อได้รับฟังนายแพทย์ดาเนียล บรรยายเกี่ยวกับภาวะการณ์มีบุตรยาก จนคู่สามี ภรรยา ต้องอาศัยวิธีทางการแพทย์เพื่อรักษาภาวะการณ์มีบุตรยากแล้ว ต้องกล่าวถึงรุก่นอีหม่าน ที่กำหนดให้เชื่อในการกำหนดของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) คือเชื่อในการกำหนดของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ที่กำหนดให้สามี ภรรยา เป็นผู้ที่ต้องเจอกับภาวะการณ์มีบุตรยาก ซึ่งเราก็ต้องยอมรับต่อการกอฎอของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้พยายามต่อสู้ หรือหยุดการเคลื่อนไหว แต่ขอให้เราขอดุอาอฺ ต่ออัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ควบคู่ไปกับความพยายามที่จะรักษา ...

...อย่างไรก็ตาม กรณีคู่สามี ภรรยา ที่เป็นอิสลาม และมีภาวะการณ์มีบุตรยาก หากจะขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) และพยายามโดยการใช้วิธีทางการแพทย์เข้าช่วย เช่น การทำกิ๊ฟท์ จะได้หรือไม่นั้น ศาสนากำหนดว่า เด็กที่เกิดมาต้องรู้ว่าใครเป็นพ่อ ใครเป็นแม่ของเด็ก และต้องเป็นพ่อ แม่ ที่มาจากการนิกะฮ์ถูกต้องตามหลักการของศาสนา หากสามี ภรรยา ที่นิกะฮ์ถูกต้องตามหลักการศาสนา ต้องการทำกิ๊ฟท์ ทำเด็กหลอดแก้ว ถือว่าอนุโลม เพราะการทำกิ๊ฟท์เป็นการนำเชื้ออสุจิและไข่ของฝ่ายหญิงใส่กลับเข้าไปในมดลูกของภรรยาอีกครั้ง...

....สำหรับการตั้งครรภ์แทน หรือการอุ้มบุญนั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะผู้หญิงที่จะตั้งครรภ์แทนนั้น ไม่ใช่ภรรยาของผู้ชาย ที่ผ่านการนิกะฮ์ถูกต้องตามหลักศาสนา หากให้ผู้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนก็เท่ากับเป็นการทำซินา”ดร.วิสุทธิ์ กล่าว

คำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนา
ข้อที่ 1 ถามว่า ถ้าหากสามีและภรรยาคนที่ 1 อยากจะนำไข่และอสุจิไปฝากไว้กับครรภ์ของภรรยาคนที่ 2 ที่นิกะฮ์ถูกต้องตามหลักศาสนาได้หรือไม่?

ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า “สำนักกฎหมายรอบีฎอฮฺแห่งโลกมุสลิม ประกาศเมื่อปี ค.ศ.1984 อนุญาตให้มีการตั้งครรภ์แทนได้ แต่เมื่อปี ค.ศ. 1985 ได้มีการเปลี่ยนแปลงประกาศใหม่ ไม่อนุญาตให้มีการตั้งครรภ์แทน เพราะได้ข้อมูลใหม่จากผู้รู้ของอิสลามจึงให้ยกเลิกประกาศเดิม ซึ่งสอดคล้องกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC: Organizaiton of Islamic Cooperation) มีประกาศเมื่อปี ค.ศ. 1986 ไม่อนุญาตให้มีการตั้งครรภ์แทนเช่นเดียวกัน...

...ทั้งนี้ กรณีที่ไม่อนุญาตให้มีการตั้งครรภ์แทนในภรรยาคนที่ 2 ก็เพราะมีโอกาสสับสนว่าเด็กที่เกิดมาเป็นลูกของใครกันแน่ เช่น หากนำอสุจิและไข่ของภรรยาคนที่ 1 ไปฝากไว้กับภรรยาคนที่ 2 แต่หากภรรยาคนที่ 2 และสามี มีเพศสัมพันธ์กันในช่วงนั้น เมื่อเด็กเกิดมาก็อาจจะมีข้อสงสัยได้ว่าลูกที่คลอดออกมาเป็นลูกที่เกิดจากไข่ของภรรยาคนที่ 1 หรือ ภรรยาคนที่ 2 กันแน่”

ผู้เข้าร่วมเสวนา ถามต่อว่า ปัจจุบันการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้าและทันสมัยยิ่งขึ้น หากมีการพิสูจน์ได้ว่าลูกเป็นลูกของภรรยาคนที่ 1 จริง จะสามารถเปลี่ยนประกาศได้หรือไม่
ดร.วิสุทธิ์ ตอบว่า “...ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการแพทย์ที่ทันสมัยแต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงประกาศ คือยังไม่อนุญาตให้ตั้งครรภ์แทนแต่อย่างใด”

นายแพทย์ดาเนียล กล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่จะตั้งครรภ์แทนได้นั้น ต้องเป็นญาติพี่น้อง และเป็นญาติพี่น้องที่มีบุตรมาก่อนแล้ว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาความผูกพันที่เกิดจากการตั้งครรภ์จนไม่ยอมคืนลูกให้กับผู้เป็นแม่ที่แท้จริง”

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การแก้ไขปัญหาภาวะการณ์มีบุตรยากของอิสลามนั้น สามารถกระทำได้หากเป็นการนำไข่และอสุจิของสามี ภรรยา มาผสมกันแล้วนำกลับเข้าไปใส่ในท้องของภรรยา ซึ่งการรักษาภาวะการณ์มีบุตรยากดังกล่าวให้ภรรยา เลือกหมอที่เป็นเพศเดียวกันศาสนาเดียวกันก่อน หากไม่มีหมอเพศเดียวกัน ก็ให้พิจารณาหมอต่างเพศที่นับถือศาสนาเดียวกัน หากไม่มีก็ให้หาหมอเพศเดียวกันต่างศาสนากันก็ได้ หากไม่มีก็สามารถพิจารณาหมอต่างเพศต่างศาสนาเป็นลำดับสุดท้าย ก็ถือว่าศาสนาอนุมัติ

ผู้เข้าร่วมเสวนา ถามต่อว่า ผู้มีบุตรยากสามารถใช้วิธีทางการแพทย์รักษาการมีบุตรยาก เช่น การทำกิ๊ฟท์ สามารถทำได้กี่ครั้งต่อครอบครัว (ต่อตอนที่ 2)

ดร.วิสุทธิ์ ตอบว่า “ขณะนี้ ยังไม่มีอุลามาอ์ท่านใด กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ แต่หากครอบครัวใดมีกำลังความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กได้และมีเงินเพียงพอก็สามารถทำได้ตามความต้องการ”

ผู้เข้าร่วมเสวนา ถามต่ออีกว่า กรณีที่ผู้หญิงพิการคนหนึ่งถูกข่มขืน จนเกิดการตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมา ไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อของเด็ก กรณีดังกล่าวเด็กที่คลอดออกมาถือว่าเป็นเด็กกำพร้าได้หรือไม่?
ดร.วิสุทธิ์ ตอบว่า “กรณีดังกล่าวไม่ถือว่าเด็กที่คลอดออกมาเป็นเด็กกำพร้า เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าพ่อของเด็กเสียชีวิตแล้วหรือยัง แต่ผู้ที่จะต้องมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบคือพ่อแม่ของฝ่ายหญิงที่จะต้องดูแล และที่สำคัญ เด็กกำพร้าในทางศาสนา คือ เด็กที่พ่อหรือแม่เสียชีวิต”

การเสวนาในหัวข้อการทำแท้งและการคุมกำเนิด นายแพทย์ดาเนียลบรรยายถึงหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ของแพทยสภาว่า กฎหมายอนุญาตให้แพทย์ทำการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ได้ตามข้อบังคับของแพทยสภา โดยสามารถทำได้ดังนี้

1. ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้น จะกระทำได้เมื่อหญิงตั้งครรภ์นั้นยินยอม
2. แพทย์ผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมาย
3. ผู้ตั้งครรภ์มีปัญหาด้านสุขภาพกาย และสุขภาพจิตซึ่งจะต้องได้รับการรับรอง หรือเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มิใช่ผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์ อย่างน้อยหนึ่งคน
4. สถานพยาบาลที่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ ต้องเป็นโรงพยาบาลหรือหน่วยงานของรัฐที่ให้บริการรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน หรือสถานพยาบาลเวชกรรมที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล หรือคลินิกเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล โดยสามารถปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ที่อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศกฎหมายกำหนดว่าแพทย์สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ที่อายุครรภ์ไม่เกิน 20 สัปดาห์

นอกจากนี้ แพทย์สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้หากตรวจพบว่าเด็กมีภาวะผิดปกติ หากเกิดมาแล้วต้องพิการอย่างแน่นอน และอีกกรณี คือ ผู้หญิงที่ถูกข่มขืน

ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ตามหลักการของศาสนาอิสลาม หากจะทำลายเด็ก ให้เกิดการสูญเสียนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะถือว่าเป็นการทำลายชีวิต เป็นการฆ่าคน ถือว่าเป็นบาปอันมหันต์

โปรดติดตาม หะลาล หะรอม ทางการแพทย์ตอน การทำแท้ง และคุมกำเนิด
สุขสาระ-พฤศจิกายน 2555




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่