หอยเชอรี่


วันที่ 11 สิงหาคม 2557


หอยเชอรี่
ปาซียะห์

หอยเชอรี่ หรือ หอยเป๋าฮื้อน้ำจืด มีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกาใต้แพร่กระจายสู่ทวีปเอเชีย ประเทศไทยได้มีการนำเข้าเมื่อปี 2525 โดยนำมาเลี้ยงไว้เพื่อความสวยงามในตู้เลี้ยงปลาเหมือนกับปลาซัคเกอร์ เนื่องจากมีความสวยงาม เลี้ยงง่ายและขยายพันธุ์ได้เร็ว และเมื่อมีความนิยมในเลี้ยงมากขึ้น จำนวนการนำเข้าของหอยเชอรี่ได้เพิ่มขึ้นตาม เมื่อผู้เลี้ยงเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเลี้ยง ก็จะนำหอยเชอรี่ไปปล่อยไว้ในแม่น้ำ ก่อให้เกิดปัญหาตามมา

หอยเชอรี่เป็นหอยทากน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายหอยโข่งบ้านเรา มีเปลือกสีอ่อนกว่า มีทั้งสีเขียวเข้มปนดำอย่างเดียว หรือบางตัวมีสีเหลืองปนน้ำตาล ส่วนเนื้อหอยมีตั้งแต่สีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองแก่ หรือสีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลเข้มเกือบดำ หอยเชอรี่เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ลูกหอยเชอรี่มีอายุเพียง 2 – 3 เดือน จะจับคู่ผสมพันธุ์ได้ตลอดเวลา หลังจากผสมพันธุ์ได้ 1 – 2 วัน ตัวเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยคลานไปวางไข่ตามที่แห้งเหนือน้ำ เช่น ตามต้นไม้ ต้นหญ้าริมน้ำ โคนต้นไม้ริมน้ำ ข้างต้นนาและตามต้นข้าวในนา ไข่ของหอยเชอรี่เป็นสีชมพู เกาะกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 288 – 3,000 ฟอง เรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม ไข่จะฟักเป็นตัวหอยภายใน 7 – 12 วัน หลังจากวางไข่ หอยเชอรี่สามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูฝนจะวางไข่ได้ 10 -14 ครั้งต่อเดือน ในฤดูร้อนแม่หอยเชอรี่จะวางไข่ได้น้อยลง

หอยเชอรี่กินพืชที่มีลักษณะนุ่มได้เกือบทุกชนิด เช่น สาหร่าย, ผักบุ้ง, ผักกระเฉด, แหน, ซากพืชน้ำ, ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำ และตัวกล้าข้าว โดยเฉพาะต้นข้าวในระยะกล้าที่มีอายุประมาณ 10 วัน หรือที่ปักดำใหม่ๆ ไปจนถึงระยะแตกกอ โดยเริ่มกัดส่วนโคนต้น จากนั้นกินส่วนใบที่ลอยน้ำจนหมด หอยเชอรี่ชอบกินต้นข้าวที่มีอายุน้อย

หอยเชอรี่มีประโยชน์ เพราะเนื้อหอยเชอรี่มีโปรตีนสูงถึง 34 – 53 เปอร์เซ็นต์ มีไขมัน 1.66 เปอร์เซ็นต์ ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะนำไปทำน้ำปลาจากเนื้อหอยเชอรี่ หรือใช้ทำเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น เป็ด, ไก่ ส่วนเปลือกของหอยเชอรี่สามารถนำมาปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินได้ หรือนำหอยเชอรี่มาเป็นส่วนประกอบของปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพที่ได้ผลดีสำหรับเกษตรกร นอกจากนี้ หอยเชอรี่ยังนับเป็นอาหารที่ชาวอีสานนิยมมานำมารับประทาน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสกลนคร มักนำมาดัดแปลงเป็นอาหารนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นลาบหอย, ต้มสุกจิ้มแจ่ว จนกระทั่งมีแม่ค้าส้มตำนำมาตำรวมกันกับส้มตำเป็นที่ถูกคอถูกใจของผู้ซื้อ

หอยเชอรี่สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายแบบเช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ มีข้อแม้ว่า หอยเชอรี่ที่นำมาปรุงอาหารนั้น ต้องไม่จับหรือเก็บในแหล่งที่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์ รวมทั้งบริเวณแหล่งน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนนำมาบริโภคต้องปรุงให้สุก ห้ามรับประทานสุกๆ ดิบๆ เพราะหอยเชอรี่เป็นสัตว์น้ำ อาจมีพยาธิบางชนิดที่ติดมาสู่ผู้บริโภคได้ ในการเตรียมหอยเชอรี่เพื่อปรุงอาหารไม่ควรใช้หอยที่มีขนาดใหญ่เกินไป เพราะเนื้อจะเหนียว ต้องล้างให้สะอาดและเผาหรือต้มให้สุกก่อน จากนั้นจึงแกะแต่เฉพาะบริเวณที่แข็งมาใช้ปรุงอาหาร ต้องตัดส่วนที่เป็นตาของหอยออก โดยสังเกตว่าจะมีสีเหลือง ลักษณะเป็นก้านคล้ายเข็มหมุด จากนั้นจึงล้างให้สะอาดอีกครั้งด้วยน้ำเกลือ หรือสารส้มเพื่อขจัดเมือกและกลิ่นคาวของหอยเชอรี่ จากนั้นจึงนำมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ ตามต้องการ

สุขสาระ ธันวาคม 2551
ภาพอินเทอร์เน็ต




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่