ดีซ่าน


วันที่ 1 สิงหาคม 2557


ดีซ่าน (jaundice) เป็นภาวะซึ่งผิวหนัง เยื่อบุตาขาว และเยื่อบุต่างๆ มีสีเหลืองผิดปกติ จุดที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายๆได้แก่ ตาขาว ริมฝีปาก และผิวหนัง เกิดจากสารบิลิรูบินสะสมในเลือดสูง สารบิลิรูบินเป็นสารที่ได้รับจากการแตกสลายของเม็ดเลือดแดงมีสีเหลืองจะถูกกรองออกจากกระแสเลือดที่ตับและขับออกมากับน้ำดีน้ำดีจะถูกส่งไปที่ลำไส้เล็กส่วนต้นและขับออกจากร่างกายพร้อมกับอุจจาระ ทำให้อุจจาระมีสีเหลืองในภาวะปกติน้ำดีจะถูกขับออกจากร่างกายตลอดเวลา หากสารบิลิรูบินมีปริมาณในร่างกายมากเกินไปจะทำให้ร่างกายเป็นดีซ่านได้

ดีซ่านจึงเป็นอาการไม่ใช่โรค แต่บ่อยครั้งเรียกว่า โรคดีซ่าน อาการดีซ่าน มักมีสาเหตุเกิดจากโรคของตับ หรือ ทางเดินน้ำดี แต่สามารถพบเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้ ดีซ่านพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยพบได้ใกล้เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย

สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่
1. ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลิรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์
2. โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน
3. มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้

สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่
1. โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู
2. โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)
3. โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด
4. โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)
5. โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน
6. โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย

อาการของดีซ่าน อาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญเติบโตได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้น

อาการของดีซ่าน จากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เมื่อเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากการติดเชื้อโรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือด

อาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุของดีซ่าน โดยการตรวจดูความเหลืองที่ตาขาว ผู้ที่เป็นดีซ่านจริงจะมีตาขาวสีเหลือง ผิวหนังสีเหลืองและอาจมีอาการคันตามผิวหนังร่วมด้วย การตรวจเพิ่มเติมตัวแรกๆ ก็คือ การเจาะเลือดดูเม็ดเลือด CBC และการตรวจการทำงานของตับ LFT เพื่อดูว่ามีการเหลืองจริงหรือไม่ และมีลักษณะเม็ดเลือดที่ผิดปกติหรือบ่งบอกอะไรหรือไม่ ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบ A-B-C ตรวจเชื้อชนิดอื่นๆ ทำอัลตร้าซาวด์ตับและส่วนใกล้เคียง หากสงสัยนิ่วในทางเดินน้ำดี ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง หากสงสัยโรคที่เกิดภายในตับหรือตับอ่อน นอกจากนี้ยังมีการเจาะชิ้นเนื้อตับ ตรวจอุจจาระ ฉีดสีท่อน้ำดี และอื่นๆ ซึ่งมีข้อบ่งชี้ในการทำแยกกันไปตามแต่ละโรค จากนั้นเมื่อแพทย์สามารถจำกัดกลุ่มโรคได้ชัดเจนแล้วพอสมควร จึงจะอธิบายถึงโรคและแนวทางการรักษาโดยละเอียดต่อไป

อย่างไรก็ดี เราสามารถพบผู้ที่มีผิวหนังสีเหลืองแต่ตาขาวไม่เหลืองได้ ซึ่งเกิดจากการมีสารแคโรทีนสะสมที่ผิวหนัง มักพบในผู้ที่รับประทานผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น แครอท มะละกอ หรือฟักทอง เป็นประจำ อาการเหลืองจากสารแคโรทีนนี้สามารถหายได้โดยการงดกินผลไม้ดังกล่าว

ความรุนแรงของอาการดีซ่านขึ้นกับสาเหตุ เช่น ไม่รุนแรงเมื่อมีสาเหตุจากโรคนิ่วในถุงน้ำดี แต่จะรุนแรงมาก เมื่อสาเหตุเกิดจากโรคมะเร็งตับ เป็นต้น

การป้องกันอาการดีซ่าน คือ การป้องกันสาเหตุที่ป้องกันได้ ซึ่งที่สำคัญ คือ
1. ป้องกันการติดเชื้อต่างๆทั้งแบคทีเรียและไวรัส ด้วยการรักษา สุขอนามัยพื้นฐาน
2. ไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อป้องกัน โรคตับแข็ง
3. ไม่กินปลาน้ำจืดสุกๆ ดิบๆ หรือ ของหมักดอง เพื่อป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ โรคมะเร็งตับชนิดเกิดจากท่อน้ำดี
4. รักษาและควบคุมโรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุ
5. ปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์ เพื่อป้องกัน โรคธาลัสซีเมีย ของลูกที่จะเกิดมา

ข้อควรระวัง สำหรับผู้ป่วยดีซ่าน
ในเด็กทารก ควรรีบนำเด็กพบแพทย์เมื่อเด็กมีอาการดีซ่านตั้งแต่แรกเกิด หรือ เด็กมี ตัว ตา เหลืองมาก หรือ มากขึ้นเรื่อยๆ หรือ ตัว ตา เหลือง ไม่ค่อยๆจางลงภายใน 1 สัปดาห์ หรือ เมื่ออาการเกิดร่วมกับความผิดปกติอื่นๆ เช่น มีไข้ หรือ เมื่อมารดามีความกังวลในอาการ

ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ ควรรีบพบแพทย์เสมอ เมื่อมีอาการ ตัว ตาเหลือง และภายหลังพบแพทย์แล้ว ให้รู้จักดูแลตนเองที่บ้าน โดย
1. ปฏิบัติตามแพทย์แนะนำ
2. พักผ่อนเต็มที่ หยุดงาน หยุดเรียน หยุดออกกำลังกาย หยุดเที่ยวตามแพทย์แนะนำ
3. กินอาหาร ดื่มน้ำตามแพทย์แนะนำ
4. กินยาเฉพาะที่แพทย์แนะนำ ไม่ซื้อยากินเอง
5. เลิกดื่มสุรา และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะจะทำลายเซลล์ตับเพิ่มขึ้น
6. พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบก่อนนัด เมื่อมีอาการ ผิด ปกติไปจากเดิม หรือ เมื่อกังวลในอาการ
7. เมื่อเข้าป่าต้องป้องกันการติดเชื้อมาลาเรียโดยการป้องกันยุงกัด เมื่อต้องย่ำน้ำต้องสวมรองเท้าเพื่อป้องกันโรคฉี่หนู
8. รักษาสุขอนามัยเป็นอย่างดี เช่น รับประทานอาหารที่ร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ล้างมือโดยการฟอกสบู่หลังจากเข้าห้องน้ำ
9. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเลือดของผู้ป่วย สารคัดหลั่ง เช่นน้ำลาย อุจจาระ เพราะอาจจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
10. ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรรักษาอนามัยด้านการขับถ่ายอย่างดี อุจจาระ ปัสสาวะของผู้ป่วยควรได้รับการกำจัดอย่างสะอาด เข้าส้วมควรล้างมือฟอกสบู่ทุกครั้ง การปรุงอาหารก็ต้องระวังความสะอาด
11. ผู้ป่วยไม่ควรกินอาหารปะปนกับบุคคลอื่นในบ้าน เพราะโรคดีซ่าน บางชนิดอาจติดต่อได้ทางอาหารเช่นตับอักเสบ
12. ผู้ที่ป่วยเป็นดีซ่านหรือเคยเป็นมาแล้วในอดีตไม่ควรบริจาคโลหิตเป็นอันขาด โรคไวรัส ซึ่งอาจอยู่ในร่างกายต่อไปได้อีกหลายปี และอาจติดต่อไปยังผู้อื่นได้ที่มา

สุขสาระ พฤษภาคม 2557




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่