น้ำพริกอ่อง


วันที่ 26 กรกฎาคม 2557


ฉบับนี้ขอนำสูตรน้ำพริกอ่องมาฝากกันค่ะ ก่อนอื่นเรามารู้จักน้ำพริกอ่องกันก่อนนะคะ น้ำพริกอ่องเป็นอาหารที่คนภาคเหนือนิยมรับประทานกัน เป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของภาคเหนือ การปรุงน้ำพริกอ่องจะต่างจากน้ำพริกทั่วไป คือน้ำพริกอ่องจะมีไก่บดหรือกุ้งบดเป็นส่วนประกอบ (หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ) และน้ำพริกอ่องจะไม่ใส่น้ำตาล เพราะรสเปรี้ยวและหวานจะได้จากผลของมะเขือเทศ และใช้ถั่วเน่าหรือถั่วเหลืองหมักแผ่นแทนกะปิ ประโยชน์ที่ได้รับจากน้ำพริกอ่องซึ่งแตกต่างจากน้ำพริกทั่วไป คือ ‘มะเขือเทศ’ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่างๆมากมาย และยังมีสารไลโคพีน มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ มีประสิทธิภาพเหนือกว่าสารเบต้าแคโรทีน และยังช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมาก ‘ถั่วเน่า’ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วย โปรตีนจากถั่วเหลือง สารอาหารที่ย่อยสลายง่ายและยังได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์จากการใส่ไก่บดหรือกุ้งบดอีกด้วย

ส่วนผสมของน้ำพริกอ่อง ประกอบไปด้วย พริกแห้งเม็ดใหญ่ (แกะเมล็ดออกแช่น้ำจนนุ่ม) 10 เม็ด, ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือสมุทร 1 ช้อนโต๊ะกับอีก 1 ช้อนชา, กระเทียมซอย 4 ช้อนโต๊ะ, หอมแดงซอย 5 ช้อนโต๊ะ, ถั่วเน่าแผ่นย่างไฟโขลกละเอียด 2 แผ่น, น้ำพริกอ่องต้นฉบับใช้เนื้อสัตว์ต้องห้าม สำหรับมุสลิมเราก็ต้องใช้เนื้อไก่บดหรือกุ้งบด 120 กรัม, มะเขือเทศลูกเล็กหั่นหยาบ 300 กรัม, น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ, กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำสะอาด ½ ถ้วย, ผักต้มหรือนึ่ง เช่น ฟักทอง, ฟักเขียว, บวบ, ดอกแค, หัวปลี, ผักสด เช่น ยอดกระถิน, ถั่วพู, แตงกวา, มะเขือเปราะ

วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากค่ะ นำพริกกับเกลือมาโขลกให้ละเอียด ใส่ตะไคร้โขลกให้พอละเอียด ใส่กระเทียมและหอมโขลกให้เข้ากัน ใส่ถั่วเน่าโขลกให้เข้ากัน ตามด้วยเนื้อไก่บดหรือกุ้งบดเคล้าให้เข้ากัน หลังจากนั้นก็นำน้ำมันใส่กระทะ ตั้งไฟปานกลาง ผัดกระเทียมให้หอมก่อนแล้วจึงใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป ผัดให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำ ผัดต่อสัก 3 นาที ให้พอข้น แค่นี้เราก็จะได้น้ำพริกอ่อง ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟกับผักต้มและผักสด หรือจะเสิร์ฟพร้อมกับหนังปอง(ทำมาจากหนังวัว) ก็จะอร่อยตามสูตรชาวเหนือค่ะ

แต่ถ้าจะให้ดีกับสุขภาพควรทานคู่กับผัก จะได้ช่วยในระบบขับถ่ายได้ดี และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรทานกับผักสดเพราะผักต้มจะสูญเสียวิตามินซีไปกับการต้ม และสามารถเลือกรับประทานคู่กับผักที่มีในท้องถิ่นของเราเอง ถ้าหากอยากจะได้รับสารอาหารหลากหลายจากผัก ก็ควรรับประทานกับผักหลากสี หลากชนิดค่ะ

สุขสาระ เมษายน 2555




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่