ความไม่เท่าเทียมในแนวราบ (Horizontal Inequality)


วันที่ 21 กรกฎาคม 2557



เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจาก UNDP (United Nations Development Programme) ให้เข้าร่วมการประชุมถกโจทย์วิจัยสำคัญเพื่อใช้ในการจัดทำ Thailand National Human Development Report 2012 ที่จะให้ความสำคัญกับปัญหาความไม่เท่าเทียมในแนวราบ (Horizontal Inequality หรือ HI) ของประเทศไทย ซึ่งผมเห็นว่ามีหลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังกับผู้อ่านสุขสาระเครือข่ายและพันธมิตรของ สสม.

ปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) เป็นปัญหาสำคัญในทุกสังคม โดยหลักวิชาการแล้วปัญหานี้แยกได้เป็น 2 มิติ มิติแรกเรียกว่า ความไม่เท่าเทียมในแนวดิ่ง (Vertical Inequality หรือ VI) มิติที่สองเรียกว่า ความไม่เท่าเทียมในแนวราบ (Horizontal Inequality หรือ HI) VI หมายถึง ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนที่มีภูมิหลังต่าง ๆ กัน และมีความจำเป็นไม่เท่ากัน เช่น ความไม่เท่าเทียมทางรายได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่รู้จักกันดี ในขณะที่ HI หมายถึง ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนที่มีภูมิหลังคล้าย ๆ กัน มีความจำเป็นเท่า ๆ กัน ความไม่เท่าเทียมในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นระหว่างคนที่มีศาสนา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน แหล่งเพาะพันธุ์ HI มักเกิดจากการกีดกันทางสังคม (Social Exclusion) ซึ่งมีในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การกีดกันไม่ให้คนที่มีศาสนา วัฒนธรรม (หรือแม้แต่วิธีคิด) และชาติพันธุ์ที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจได้มีส่วนร่วมในสังคม หรือการกีดกันชนกลุ่มน้อยออกจากกิจกรรมในสังคม เพราะมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ มีความพยายามทั้งทางตรงและทางอ้อม มีการบีบคั้นทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจให้ชนกลุ่มน้อยทางวัฒนธรรมมาใช้ชีวิตเหมือนกับคนส่วนใหญ่ของสังคม

ผลจากการกีดกัน คือ ความล้าหลังและความยากจนของชนกลุ่มน้อย ซึ่งมักจะถูกดูหมิ่นดูแคลนว่าเกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่สามารถปรับตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลก การไหลบ่าของประชาชน เงินทุน และสินค้าจากทั่วโลก ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วชนกลุ่มน้อยไม่ได้มีข้อด้อยดังว่าเลย แต่สาเหตุเกิดจากช่องทางเข้าถึงบริการและงบประมาณของรัฐที่จำกัดจำเขี่ย และการบีบคั้นทางวัฒนธรรม

ในประเทศไทย ไม่เคยมีการพบว่ามีปัญหา HI อย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่มีรูปแบบเชิงโครงสร้างหรือกฎหมายที่ชัดเจน ที่จะสร้างปัญหา HI ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่จะวิเคราะห์เจาะลึกปัญหานี้ Thailand National Human Development Report 2012 จึงเป็นรายงานชิ้นบุกเบิกที่จะทำให้มีการศึกษาวิจัยปัญหานี้ในประเทศไทยต่อไป ซึ่งเชื่อว่าความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี

UNDP เคยตีพิมพ์ HDR 2004 ซึ่งถือกันว่าเป็นรายงานที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของ UNDP รายงานฉบับดังกล่าวให้ความสำคัญต่อการยอมรับและเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสร้างสังคมที่ยอมรับซึ่งกันและกัน ผ่านการใช้นโยบายพหุวัฒนธรรมที่แสดงการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างเปิดเผย เพราะถือว่าเสรีภาพทางวัฒนธรรมคือสิทธิมนุษยชนและเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนา และเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาซึ่งหมายถึงการพัฒนาทั้งในเชิงวัตถุและจิตใจ

กว่าร้อยละ 50 ของประชากรบนโลกใบนี้อาศัยอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งในฐานะของชนกลุ่มน้อยทางวัฒนธรรม แต่ก็มีหลายประเทศในโลกที่ผู้อ่านอาจไม่คิดว่าจะมีความก้าวหน้าในเรื่องนี้ แต่ก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก เช่น อินเดีย ที่มีนโยบายวันหยุดแก่ทุกศาสนาและสนับสนุนนโยบายสามภาษาในโรงเรียน ปาปัวนิวกินีที่มีนโยบายพหุภาษาในโรงเรียน แคนาดาที่จัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ชนพื้นเมือง อิหร่านที่มีที่นั่งในรัฐสภา สำหรับตัวแทนสตรี และตัวแทนชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ และอีกหลาย ๆ ประเทศในทุกทวีปบนโลกใบนี้ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายประเทศ

ประเทศไทยที่รักของเราอยู่ตรงไหน คงต้องรอคำตอบจาก Thailand National Human Development Report 2012 ของ UNDP ที่จะออกมาเผยแพร่ในไม่นานนี้

รศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์
สุขสาระ-มีนาคม 2555




  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขพาพ (สสส.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • ศูนย์นโยบายโลกมุสลิม
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่