เลี้ยงลูก“นมแม่อย่างเดียว 6 เดือน”


วันที่ 15 สิงหาคม 2559


กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เร่งพัฒนาเด็กไทย แข็งแรง เก่ง ดี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ ขยายบริการให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองเด็ก เป็นพ่อแม่คุณภาพ มีความรู้ ทักษะการเลี้ยงดูเด็กโดยผ่านกระบวนการโรงเรียนพ่อแม่ในสถานบริการสาธารณสุข ทุกระดับและศูนย์เด็กเล็ก เด็กได้รับการดูแล ด้านสุขภาพ โภชนาการ และพัฒนาการเรียนรู้ ตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือน ให้ได้ร้อยละ 50 เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85 สร้างตำบลพัฒนาการเด็กดีเริ่มที่นมแม่ อบรม อสม.นมแม่เยี่ยมบ้านแม่หลังคลอดร่วมทีมหมอครอบครัว

นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรอนามัย ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันแม่แห่งชาติ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญการพัฒนาสุขภาพแม่และเด็ก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ปีนี้เน้น การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือน ไม่ต้องให้น้ำหรืออาหารอื่น หลังจากนั้นจึงให้กินนมแม่ร่วมกับอาหารตามวัยจนอายุ 2 ปีหรือมากกว่า ตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลก ตั้งเป้าให้ได้ร้อยละ 50 เนื่องจากนมแม่เป็นอาหารของลูกที่ดีที่สุด มีสารอาหารกว่า 200 ชนิด ทำให้ร่างกายเติบโต พัฒนาสมอง จอประสาทตา เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว การโอบกอด การสบตา พูดคุยของแม่ขณะให้นมลูก ทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงาน ส่งผลให้เส้นใยในสมองแตกกิ่งก้านสาขา มีผลต่อการคิด เรียนรู้ การจินตนาการ ผลวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าเด็กที่กินนมแม่จะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ ได้กิน 5 – 11 จุด

“ผล สำรวจอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนของไทย ล่าสุดในปี 2554 อยู่ที่ร้อยละ 12.3 ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนน้อยที่สุดของโลก สาเหตุสำคัญ ได้แก่ ความรู้และทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ความตั้งใจจริงของมารดาซึ่งได้รับการสนับสนุน ช่วยเหลือจากสามีครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และผลมาจากการโฆษณาของบริษัทผลิตภัณฑ์นมผง อวดอ้างสรรพคุณ โน้มน้าว เปรียบเทียบ จูงใจว่านมผงมีสารอาหารช่วยให้เด็กฉลาด แข็งแรง ทำให้แม่เข้าใจผิด พลาดโอกาสทองเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งช่วง 2 ปีแรกเป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนาสูงสุด จึงเร่งผลักดันกฎหมายควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ซึ่งผ่านการพิจารณาคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาคาดว่าจะเสนอเข้าที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ภายในเดือนนี้

นอกจากนี้ กรมอนามัย ได้เร่งพัฒนาระบบบริการแม่และเด็กของโรงพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศ ให้ความรู้ อสม.เรื่องนมแม่ และเยี่ยมบ้านหญิงหลังคลอด 7 วันทุกคนในชุนชม หมู่บ้าน ร่วมกับทีมหมอครอบครัว ซึ่งจะช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จ และเนื่องในวันที่ ๑๒ สิงหาคมของทุกปีเป็นเดือนแห่งวันแม่แห่งชาติ ในปีนี้ กรมอนามัย ได้ดำเนินงานโครงการรวมพลคนกินนมแม่เพื่อเทิดพระเกียรติ์สมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา เน้นการสนับสนุนให้เกิดองค์กรต้นแบบ “ ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ๖ เดือน” โดยคาดหวังว่าองค์กรหรือหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขสมัครเข้าร่วมเป็น องค์กรต้นแบบส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร้อยละ ๘๐ และอัตราทารกแรกเกิด – ต่ำกว่า ๖ เดือนกินนมแม่อย่างเดียวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๕๐ และเชิญชวนให้องค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ สมัครเข้าร่วมเป็นองค์กรต้นแบบส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ที่มา : สำนักสื่อสารและตอบโต้ความเสี่ยง กรมอนามัย
ภาพแฟ้มภาพ




  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักจุฬาราชมนตรี
  • มูลนิธิสันติชน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อ
    การไม่สูบบุหรี่